บทที่ 1

ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ พิมพ์นารากำลังนั่งก้มหน้าพยายามอ่านเอกสารที่อยู่ตรงหน้า แต่สายตาของเธอกลับพร่าเลือนด้วยม่านน้ำตาที่ปกคลุมจนทำให้มองอะไรแทบไม่เห็น แต่ก็จิกกระโปรงเอาไว้แน่นจนแทบจะทะลุเข้าไปที่ต้นขา หญิงสาวพยายามรวบรวมกำลังใจอย่างเต็มที่ จับปากกาเอาไว้มั่นและจรดลงไปที่กระดาษแผ่นนั้น เซ็นชื่อลงไปอย่างรวดเร็ว

“เสร็จแล้วค่ะพี่ภีม” พิมพ์นาราช้อนสายตาขึ้นมามองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธออีกครั้ง เมื่อเห็นทุกอย่างที่เป็นเขาก็ทำให้เธออยากจะร้องไห้ออกมา เมื่อรับรู้ว่าจากวันนี้เป็นต้นไปชีวิตของเธอจะไม่มีเขาอีกต่อไป แค่คิดเท่านั้นพิมพ์นาราก็สะเทือนใจอย่างหนักจนร่างกายสั่นเทิ้ม มือน้อยๆ ที่ยื่นเอกสารให้เขาสั่นเทาจนต้องวางลงกับโต๊ะแทนเพื่อไม่ให้เขาเห็นอาการเหล่านี้ เธออยากจะซ่อนมันไว้ ซ่อนอารมณ์ทุกอย่างที่เธอกำลังรู้สึก และที่สำคัญจะไม่มีวันให้เขารู้ความลับที่อยู่ในร่างกายของเธอเป็นเด็ดขาด ถึงเธอจะสูญเสียเขาแต่เธอก็ไม่ยอมสูญเสียทุกอย่างในชีวิตอย่างแน่นอน

“ต่อจากนี้ไปก็คงไม่ต้องเจอกันอีก” ณาณัชคว้าเอกสารที่พิมพ์นาราเพิ่งเซ็นชื่อลงไปมาเก็บไว้ในซองสีน้ำตาล ตวัดสายตามองพิมพ์นาราที่นิ่งเฉย ใบหน้าของหญิงสาวไม่แสดงอาการสะทกสะท้านอะไร แต่เป็นอย่างนี้ก็ดีเหมือนกันเพราะมันทำให้เขาไม่รู้สึกอะไรที่จะเดินจากเธอไป

“ค่ะพี่ภีม พวกเราไม่ต้องเจอกันอีกแล้ว” พิมพ์นาราฝืนยิ้มน้อยๆ ผงกศีรษะเห็นด้วย ไม่มีคำทัดทาหรือเหนี่ยวรั้งใดๆ ทั้งนั้น

“ขอให้เป็นอย่างนั้น” ชายหนุ่มได้ยินคำพูดที่เอ่ยออกมาจากปากของพิมพ์นาราอย่างชัดเจน รู้สึกหงุดหงิดร้อนไปทั้งตัวจนนั่งต่อไปไม่ไหว ลุกขึ้นยืนและเดินจากไปเงียบๆ ปล่อยพิมพ์นาราไว้ตามลำพัง

ทันทีที่ณาณัชลุกออกจากโต๊ะไป หญิงสาวก็ก้มหน้าก้มตาสะอื้นไห้ รีบเอามือขึ้นมาอุดปากเอาไว้ไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดลอดออกมา อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าเหลียวไปมองที่ด้านหลังของณาณัช ผู้ชายที่เธอรักสุดหัวใจ ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะมีวันนี้วันที่ต้องพรากจากกัน จากกันตลอดกาล

เมื่อสองปีที่แล้วพิมพ์นารากำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่สี่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอเมริกา หญิงสาวเรียนจบและกำลังรอรับปริญญาด้วยใจจดจ่อ แทบจะรอไม่ไหวที่จะได้เห็นหน้าบิดามารดาและพี่ชายอีกครั้งหนึ่งในวันสำคัญวันหนึ่งในชีวิต แต่แล้วแทนที่ครอบครัวจะได้เจอหน้ากันอีกครั้ง พิมพ์นารากลับถูกเรียกตัวให้กลับเมืองไทยด่วนเพราะว่ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับทางบ้าน

“ทำไมคุณพ่อถึงเป็นอย่างนี้คะพี่?” พิมพ์นาราหันไปถามพานพบผู้เป็นพี่ชายด้วยความสงสัยเมื่อเห็นอาการของบิดา แต่ผู้เป็นพี่ชายกลับนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา กลายเป็นมารดาของเธอแทนที่เอ่ยปากขึ้นมา

“พ่อได้ยินข่าวร้ายเลยช็อกนะ ล้มลงไปจนต้องเอามาส่งที่โรงพยาบาล”

“ข่าวร้ายเหรอคะ ข่าวร้ายอะไรคะคุณแม่?” พิมพ์นาราซักถาม หันไปมองหน้าของพานพบทีและมารดาทีด้วยความงุนงง ตลอดระยะเวลาที่เธอไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทางครอบครัวมีเรื่องอะไรปิดบังเธอไว้อย่างนั้นเหรอ?

“ไฟท์ แม่ว่าเราควรจะพูดความจริงให้ฟ้าฟังได้แล้ว”

“ครับคุณแม่ผมจะเป็นคนพูดให้ฟ้าฟังเอง ฟ้ามากับพี่ พี่มีเรื่องจะพูดด้วย” พานพบเดินนำไปที่ประตูห้องพัก เขาไม่อยากจะพูดอะไรต่อหน้าของบิดาถึงแม้ว่าตอนนี้ท่านจะไม่รับรู้อะไรก็ตาม แต่เรื่องที่จะพูดถึงพาดพิงถึงตัวท่านซึ่งพานพบไม่อยากทำเช่นนั้นต่อหน้าของบิดา

พิมพ์นาราเดินตามพานพบออกไปข้างนอกและไปหาที่นั่งที่เงียบๆ ปลอดคนเพื่อคุยกันอย่างสงบ คำพูดและเรื่องราวหลากหลายถูกถ่ายทอดออกมาจากปากของพานพบ หลายเรื่องที่พิมพ์นาราไม่เคยได้รับรู้มาก่อน ยิ่งเมื่อได้ยินได้ฟังหญิงสาวก็ยิ่งตกใจหน้าซีด จนพานพบต้องเอื้อมมากุมมือของน้องสาวเอาไว้

“ฟ้าทนฟังต่อไหวไหม?” พานพบรู้สึกสงสารน้องสาวเป็นอย่างมากที่ต้องมารับฟังเรื่องราวอย่างนี้ในช่วงเวลาที่กำลังมีความสุข เรียนจบได้เกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ และกำลังจะกลับมาช่วยที่บ้านบริหารงานบริษัท แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างพังครืนในพริบตาภายในช่วงเวลาสั้นๆ

“ฟ้าไม่เป็นไรค่ะพี่ไฟท์ ฟ้ารับฟังได้” พิมพ์นาราฝืนยิ้ม ทำตัวให้เข้มแข็งและรับฟังเรื่องราวต่อ พยายามเรียบเรียงและทำความเข้าใจให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แม้หลายเรื่องจะยังสับสนและรู้สึกแปลกใจที่เธอไม่เคยล่วงรู้มาก่อนในชีวิต

“คุณพ่อของเราโกงบริษัทนั้นจริงๆ เหรอคะ?” พิมพ์นาราเอ่ยปากถามเป็นครั้งแรกหลังจากที่พานพบหยุดเล่า

“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะคุณพ่อไม่เคยพูดถึง พี่ก็เพิ่งจะรู้เรื่องนี้เหมือนกัน คิดว่าคุณแม่ก็ไม่รู้เรื่องด้วย”

“แล้วทำไมผู้ชายคนนั้นถึงได้มาเกี่ยวข้องกับคุณพ่อได้ หรือว่าเขากลับมาล้างแค้นในสิ่งที่คุณพ่อทำเอาไว้กับครอบครัวของเขา”

“พี่ก็คิดว่าอย่างนั้น ตอนแรกพี่ก็นึกว่าพวกเขาเป็นพันธมิตรกันทางธุรกิจธรรมดา แต่ต่อมาถึงจะรู้ว่าคุณพ่อบริหารงานผิดพลาดหลายจุดและเขาก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกอบกู้บริษัทของพวกเราเอาไว้ไม่ให้ล่มจม มันคงเป็นแผนตั้งแต่ต้นนะที่ทำให้คุณพ่อไว้วางใจเขามากขึ้นเรื่อยๆ”

“เขาทำอย่างไรเหรอคะถึงทำให้คุณพ่อเป็นอย่างนี้?”

“ช่วงที่คุณพ่อเริ่มเครียดเกี่ยวกับบริษัท ท่านก็เริ่มเล่นการพนันโดยที่เรื่องนี้พี่กับคุณแม่ก็ไม่รู้ กว่าจะมารู้อีกทีคุณพ่อก็สร้างหนี้สินเอาไว้มากมาย จนกระทั่งชักหน้าไม่ถึงหลัง คุณพ่อเลยต้องไปเอ่ยปากขอความช่วยเหลือกับเขาอีก คราวนี้เขาก็ให้เอาบริษัทไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพราะหนี้มันมากมาย หารู้ไม่ว่าเขาได้ให้ทนายหาช่องโหว่ในกฎหมายแล้วยึดทรัพย์คุณพ่อไปก่อนกำหนดใช้คืน คุณแม่ทำการขายที่และทรัพย์สมบัติทุกอย่างที่ท่านมีแล้วเพื่อเอาไปใช้หนี้ที่ติดไว้ และเอาบริษัทของพวกเราคืนมา แต่ก็สายเกินไปเสียแล้วเพราะทำอย่างไรเขาก็ไม่ยอมท่าเดียว ก่อนที่จะบอกความจริงให้คุณพ่อฟังว่าเขาคือใคร พอคุณพ่อรู้เข้าเท่านั้นก็ช็อกตกใจจนเป็นแบบนี้”

“ฟ้าจะไปหาเขาค่ะ จะไปพูดกับเขาดู”

“ไม่ได้หรอกฟ้า พี่ว่าเขาไม่ฟังใครทั้งนั้น ถ้าเขาอยากได้เงิน เขาก็ต้องรับเงินที่คุณแม่เตรียมเอาไว้ให้คุณพ่อเอาไปคืนแล้วสิ เจตนาของเขาชัดเจนนะฟ้าว่าไม่ต้องการเงินแต่ต้องการแก้แค้น”

“แต่ถ้าไม่ลองก็จะไม่รู้นะคะ ฟ้าอยากจะลองทำอะไรบางอย่างเพื่อครอบครัวของเราบ้าง ให้ฟ้าได้ลองเถอะค่ะพี่ไฟท์” พิมพ์นารายืนกราน อย่างน้อยก็ขอให้เธอได้พยายามเพื่อครอบครัวสักครั้ง

พิมพ์นาราเดินทางมาถึงที่บริษัทของผู้ชายที่ทำให้บิดาของเธอต้องเข้าโรงพยาบาล พอมาถึงหญิงสาวก็เดินตรงเข้าไปหาเลขานุการเพื่อขอเข้าพบชายหนุ่ม แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง เพราะเขาไม่ยอมให้เธอเข้าพบ พิมพ์นาราจึงตัดสินใจนั่งรออยู่ตรงนั้นที่หน้าห้องทำงาน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นเขาเดินออกมา

“คุณคะ บริษัทกำลังจะปิดแล้วค่ะ คุณกลับเถอะนะคะ” เลขานุการเดินตรงเข้ามาพูดกับพิมพ์นาราที่นั่งรอมาหลายชั่วโมง

“ค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะมาใหม่” พิมพ์นาราพยักหน้า ขยับตัวลุกขึ้นและจากไปแต่โดยดี

“เธอกลับไปแล้วเหรอ?” ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างสมชายชาตรี ใบหน้าที่หล่อเหลาคมคาย เครื่องหน้าที่คมจัดและดวงตายาวรีที่แหลมคมดุจเหยี่ยวทำให้เขาถึงจะดูดีเป็นผู้ชายที่คมสันแต่ก็ดูดุดันเอาจริงเอาจัง

“เธอไปแล้วค่ะท่านประธาน”

“ดี!”

“แต่เธอบอกว่าพรุ่งนี้จะมาอีกค่ะ” เลขานุการหันกลับไปเผชิญหน้าและรายงานให้ทราบ

“อย่างนั้นเหรอ ก็ให้รอไปอย่างนี้แหละ อยากรอไปเรื่อยก็ตามใจ”

พิมพ์นาราน้อยกลับมาในวันรุ่งขึ้นและขอเข้าพบชายหนุ่ม ซึ่งเธอก็ได้รับการปฏิเสธเช่นเดิม แต่หญิงสาวก็ไม่ย่อท้อนั่งรออยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเขาเปิดประตูออกมา เธอก็รีบลุกขึ้นและเดินเข้าไปหา

“คุณคะ ฉันขอพูดคุยกับคุณหน่อยได้ไหมคะ?”

“ผมไม่มีเวลา คิดว่าคุณเป็นใครมีความสำคัญอะไรผมถึงจะมีเวลาให้” ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงแข็ง ก่อนที่จะเดินออกไปจากตรงนั้นไม่คิดแม้แต่จะแยแสพิมพ์นาราที่ยืนอึ้งอยู่

“คุณคะ กลับไปเถอะค่ะ ท่านประธานช่วงนี้ยุ่งมากคงจะไม่มีเวลาเจอคุณหรอกค่ะ” เลขานุการเข้ามาพูดคุยกับพิมพ์นาราด้วยความสงสาร แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ ถ้าเกิดเจ้านายของเธอไม่อยากจะคุยกับหญิงสาว

“ขอบคุณนะคะ” พิมพ์นาราไม่ยอมแพ้ง่ายๆ รีบวิ่งตามชายหนุ่มไปติดๆ จนกระทั่งในที่สุดเธอก็ตามไปทันที่ลานจอดรถ หญิงสาวหอบจนหายใจแทบไม่ทันเพราะเขาลงลิฟต์มา แต่เธอวิ่งบันไดลงมาเพื่อกวดให้ทัน

“คุณคะ…ฉันมีเรื่องจะพูดด้วย” พิมพ์นาราเอาตัวเข้าไปขวางระหว่างชายหนุ่มกับรถของเขา หายใจแทบไม่ทันด้วยความเหนื่อยจนแทบจะเป็นลม แต่ในเมื่อมีโอกาสแล้วเธอก็จะไม่ยอมสูญเสียมันไปเด็ดขาด

“เอาตัวเข้ามาขวางอย่างนี้ จะเอาอะไรจากผม?”

รักฝากติดตามเรื่องใหม่ของรักด้วยนะคะ แนวตบจูบและค่อนข้างดุเดือดนะคะ ฝากด้วยนะคะทุกคน

จันทร์กนก (รัก)

สาวๆ คะ อ่านจบแล้วเม้นให้กำลังใจนักเขียนบ้างนะคะ เม้นของทุกคนมีค่ามากกับนักเขียนและทำให้พวกเขาและเธอมาอัพงานเร็วขึ้นด้วยค่ะ อย่าลืมให้กำลังใจกันวันละนิดนะคะ จะได้อ่านตอนใหม่กันรวดเร็วขึ้นค่ะ

แอดมิน

เลิฟ การ์เด้น พับลิชชิ่ง

Comments 5

  1. เปิดเรื่องมาก็น่าติดตามแล้ว ลุ้นตอนต่อไปนะค๊า

  2. ดีใจได้อ่านเรื่องใหม่แล้ว พี่แน่ใจว่าจะต้องสนุกเข้มข้นชวนติดตามไม่แพ้เรื่องก่อนๆของน้องรักเลย
    ป.ล. พี่สั่งซื้อหัวใจเสน่หาไว้กับร้านประจำแล้วค่า

    1. ขอบคุณมากๆ เลยค่ะพี่ทิพที่ให้การสนับสนุนรักเสมอ รักขอฝากเรื่องนี้ให้พี่ทิพอ่านไปพลางๆ ระหว่างรอเซนกับพรีมก่อนนะคะ

  3. Aw, this was a very nice post. In idea I would like to put in writing like this additionally – taking time and actual effort to make an excellent article… but what can I say… I procrastinate alot and certainly not seem to get something done.

Leave a Reply