บทที่ 3

หลังจากที่ได้ไปร่วมงานวันแต่งงานของบิดาเพื่อนสนิทอย่างสรนนท์แล้วพบว่าบิดาของสรนนท์แต่งงานกับรุธิชาที่เป็นคนรักเก่าของเขา ฐนิตย์ก็อารมณ์ไม่ดีอย่างหนักออกอาการฟาดหัวฟาดหางอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เมื่อก่อนเขาเป็นคนใจเย็น และเป็นคนที่พนักงานพยายามพูดคุยด้วยมากกว่าถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมา เนื่องจากทุกคนเชื่อว่าฐนิตย์ใจดีและพูดง่ายกว่าฐปนนท์ที่ถือว่าเป็นคนดุและเอาจริงเอาจังกับการงาน แต่ ณ วันนี้พนักงานต่างก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปใกล้ฐนิตย์เลยเวลาที่เกิดอะไรผิดพลาด เมื่อพวกเขาไม่มีทางเลือกแบบนี้จึงกลายเป็นรัตนา เลขานุการของฐนิตย์ที่ต้องรับหน้าไปคนเดียวเต็มๆ ในทุกเรื่อง

“คุณเล็กคะ เป็นอะไรหรือเปล่าช่วงนี้ มีปัญหาอะไรรบกวนจิตใจหรือเปล่าคะ?” รัตนาอดรนทนไม่ได้เอ่ยถามออกไป แต่ในใจของเธอก็มีคำตอบอยู่แล้วเช่นกันว่าอะไรเป็นสาเหตุเบื้องหลังของอาการหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจของฐนิตย์ ที่เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด ซึ่งจะเป็นอะไรไปได้ถ้าไม่ใช่เพราะคนรักเก่าของเขาแต่งงานไปแล้วกับผู้ชายคนอื่น แถมยังเป็นบิดาของเพื่อนสนิทอีกด้วย ใครจะไปรับรู้ว่าโลกมันจะกลมแบบนี้

“พี่นาครับ ผมปวดหัว” ฐนิตย์วางปากกาลง เงยหน้าขึ้นสบตากับเลขานุการรุ่นพี่ที่เขาสนิทสนมด้วย และเป็นคนที่รู้เรื่องราวส่วนตัวของเขาไม่น้อย 

“ถ้าปวดหัวก็หาเวลาพักค่ะ เรื่องอะไรที่แก้ไขไม่ได้แล้วก็ปล่อยมันไป ถือเสียว่าไม่มีวาสนาต่อกัน ไม่ต้องไปคิดมาก ตัดสินใจที่จะเดินไปข้างหน้าแล้วก็อย่าถอยหลังสิคะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะทำให้คนที่รักเรา คนรอบข้างต้องเป็นห่วงอีก คราวที่แล้วคุณใหญ่เป็นห่วงคุณเล็กมากนะคะ ยังจำได้ไหม” รัตนาเอ่ยเตือนให้สติทางอ้อม ไม่อยากเห็นฐนิตย์จมปลักอยู่กับความหลังอีกต่อไป

“ขอบคุณครับพี่นา ผมจะจดจำไว้” ฐนิตย์ยิ้มรับ เริ่มได้สติและนึกถึงอดีตที่เกิดขึ้น ที่เขามีส่วนทำให้เรื่องราวระหว่างฐปนนท์กับดอกแก้วเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะจบลงด้วยดี แต่เวลานั้นทั้งพี่ชายของเขาและดอกแก้วคงทรมานมากกว่าที่พวกเขาจะฟันฝ่าผ่านมรสุมกันออกมาได้

“ดีแล้วค่ะ งั้นก็ดูแฟ้มงานนี่ด้วยนะคะ ถ้ามีอะไรก็เรียกได้ พี่ออกไปทำงานข้างนอกก่อน” 

ตั้งแต่วันนั้นมาฐนิตย์ก็กลับมาร่าเริงแจ่มใสเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าบางเวลาเขาจะอดนึกถึงรุธิชาไม่ได้ แต่ก็เก็บอาการได้ดีขึ้น จนคนรอบข้างที่รู้เรื่องนี้ต่างก็พากันเชื่อสนิทใจว่าฐนิตย์ไม่อาลัยอาวรณ์กับรุธิชาอีกต่อไป พวกเขาจึงพยายามยุให้ชายหนุ่มออกเดทกับหญิงสาวโสดคนอื่น ซึ่งฐนิตย์ก็ไม่ปฏิเสธ แต่เขากลับไม่เคยเลือกใครจริงจังสักคน ไม่ว่าคนไหนที่เลขานุการอย่างรัตนา หรือพี่ชายอย่าฐปนนท์จัดหาให้ เขาก็มีข้ออ้างเสมอ อาทิเช่น เข้ากันไม่ได้ รสนิยมไม่ตรงกัน หรือเขาไม่ชอบแบบนี้บ้างอะไรบ้าง

แต่สิ่งหนึ่งที่ฐนิตย์ตั้งใจปิดไว้เป็นความลับต่อไป ไม่อยากแพร่งพรายให้ใครได้รับรู้ก็คือเรื่องของเขากับรุธิชา เขาทราบดีว่าตอนที่คบกับหญิงสาวนั้นมีเพียงฐปนนท์กับเลขานุการและรัชนกเท่านั้นที่ทราบ ดังนั้นฐนิตย์จึงตั้งใจจะไม่บอกเรื่องนี้ให้สรนนท์รับทราบด้วย เพราะคิดว่าสรนนท์ไม่รับรู้เรื่องนี้ดีแล้ว

“เฮ้ยเล็ก สาวคนนั้นเขามองแกอยู่ ไปขอเบอร์สิ สวยด้วย” สรนนท์กระดกแก้วเหล้าเข้าปาก สายตาของเขาเหลือบไปเห็นสาวน้อยคนหนึ่งที่นั่งอยู่ที่มุมโต๊ะไม่ไกลออกไป ภายในไนท์คลับหรูหราที่เขากับฐนิตย์มาเที่ยวพักผ่อนเพื่อผ่อนคลายหลังจากที่วุ่นวายกับงานการมาทั้งอาทิตย์

“อือ…แกสนเหรอนนท์ ก็ไปเอาสิ” ฐนิตย์เอ่ยตอบเนือยเหมือนไม่สนใจ แต่ดื่มเหล้าต่อไปเรื่อยๆ 

“อ้าวไอ้เวร เธอมองแก แล้วจะให้ฉันไปขอเบอร์เนี่ยนะ บ้าหรือเปล่าว่ะ แต่ถ้าแกไม่เอาฉันขอแล้วกันคนนี้สวยดี” สรนนท์โวยวาย แต่เมื่อเห็นอาการของฐนิตย์ไม่สนใจจริงๆ ก็อมยิ้มออกมาน้อยๆ คิดว่าคืนนี้อย่างน้อยเขาคงไม่นอนเหงาคนเดียว คงได้สาวเนื้อนิ่มไปนอนกอดเป็นแน่

“ตามสบาย เดี๋ยวฉันเรียกแท็กซี่กลับก่อนดีกว่า อยากไปพักแล้ว แกก็เหมือนกัน จะพาใครไปนอนบ้านก็ อย่าลืมป้องกัน แล้วเรียกแท็กซี่กลับก่อนเมาด้วย ไม่งั้นเดี๋ยวจะถูกพาไปลอกคราบ” ฐนิตย์เอ่ยเตือนขยับตัวลุกขึ้น เอ่ยลาและเดินออกไปจากไนท์คลับ 

เพียงในเวลาไม่นานนักรถแท็กซี่ก็มาส่งฐนิตย์ที่บ้านที่กรุงเทพฯ บ้านหลังที่เขากับฐปนนท์อยู่อาศัยเสมอเมื่อตอนเป็นเด็กเวลาที่มาอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อกวาดสายตามองไปรอบบ้านที่เงียบเหงา เพราะแม่บ้านและเด็กในบ้านคงเข้านอนกันไปหมดแล้วที่เรือนหลังเล็กด้านหลัง ฐนิตย์ก็รู้สึกอ้างว้างขึ้นมา ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวเรียกแท็กซี่ให้มารับเพื่อออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง

ฐนิตย์บอกให้แท็กซี่พาไปส่งที่บริเวณร้านก๋วยเตี๋ยวโต้รุ่งข้างทาง ร้านธรรมดาไม่หรูหรา แต่เป็นสถานที่ที่เขาพารุธิชามานั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวและข้าวราดแกงด้วยกันบ่อยๆ เมื่อคิดย้อนไปถึงเมื่อวันวานก็ทำให้ฐนิตย์รู้สึกเศร้าใจที่ความรักของเขากับรุธิชาเดินมาถึงทางตัน เขาควรจะต้องทำใจเสียทีเพราะตอนนี้หญิงสาวได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของผู้ชายคนอื่นไปแล้ว แถมผู้ชายคนนั้นเป็นบิดาของเพื่อนสนิทของเขาด้วย เขาไม่ควรจะมีใจให้กับรุธิชาอีกต่อไป

เสียงหวานใสที่ดังขึ้นจากด้านหลังของฐนิตย์ ทำให้ชายหนุ่มตัวแข็งทื่อ ทีแรกเขานึกว่าตัวเองหูฝาดหรือคิดมากไปเอง แต่เมื่อได้ยินเสียงนั้นชัดเจนมากขึ้น ฐนิตย์ก็ทราบดีว่าตัวเองได้ยินไม่ผิด แต่จะเป็นไปได้อย่างไรกัน เธอจะมาทำอะไรที่นี่ในเวลานี้

“ชา” ฐนิตย์เอ่ยขานหลังจากหันหน้ามาเห็นรุธิชาที่กำลังนั่งลงไปบนโต๊ะมุมหนึ่งของร้านก๋วยเตี๋ยว แต่ทันทีที่เธอเห็นเขาเข้า หญิงสาวก็ขยับตัวออกจากเก้าอี้ 

“พี่เล็ก” รุธิชาเอ่ยเสียงสั่นเครือ แต่ก็ควบคุมสติเอาไว้มั่น มองชายหนุ่มด้วยสีหน้านิ่งๆ เพียงแต่ก้มศีรษะให้เขาเป็นการทักทายเท่านั้น แต่ไม่มีทีท่าดีใจหรือจะเดินเข้าไปหาแต่อย่างไรที่ได้มาเจอกับฐนิตย์อีกครั้งหนึ่งในเวลานี้ 

“ชา ทำไมออกมาดึกดื่นป่านนี้? แล้วมาคนเดียวเหรอ?” ฐนิตย์อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปหา ขาของเขาทั้งสองข้างไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของรุธิชาตามที่หัวใจเรียกร้อง ก่อนที่สมองของเขาจะสั่งการและบอกให้ตัวเองทบทวนความเหมาะสมไม่เหมาะสมเสียอีก 

“ชาอยากมาทานก๋วยเตี๋ยวนะคะ แต่คิดว่าจะซื้อกลับไปแทน” รุธิชาไม่อธิบายเหตุผลต่อว่าทำไมเธอถึงไม่อยากนั่งรับประทานอาหารที่ร้านต่อไป ทิ้งเอาไว้แค่นั้นเพราะคิดว่าฐนิตย์คงเข้าใจดีถึงความลำบากอึดอัดใจของเธอที่ต้องมาเจอกับเขาอีกครั้ง

“อืม ดีเหมือนกัน แต่ถ้าชาอยากจะนั่งที่นี่ พี่ไปเองก็ได้” ฐนิตย์หัวเราะออกมาแค่นๆ ทราบดีว่าตัวเขาทำให้รุธิชาเสียบรรยากาศ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเธอไม่อยากเห็นหน้าเขาอีกต่อไป 

“ไม่ต้องค่ะ ชาไปเองค่ะ” รุธิชาเผลอตัวเอ่ยห้าม ยื่นมือออกไปแตะที่แขนของเขา แต่ก็ชักกลับมาทันทีเมื่อสบตาคู่คมเข้มที่จ้องมองมา หญิงสาวหลุบตาลงต่ำก้มลงมองพื้นทันที หัวใจสั่นระรัว เต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อได้สบสายตาคู่นั้นอีกครั้ง 

“ครับ งั้นพี่ไปก่อนแล้วกัน” ฐนิตย์อึ้งไปหมด หัวสมองชาว่างเปล่า รู้สึกเหมือนถูกใครทุบศีรษะ จะพูดอะไรก็นึกไม่ออก ไม่ทราบด้วยว่าจะทำตัวอย่างไรดี จะแค้นเคืองโกรธที่เธอทิ้งเขาไปแต่งงานกับคนอื่น หรือว่าจะให้ยอมรับกับโชคชะตาชีวิตที่ผันแปร

“ค่ะ ลาก่อน” รุธิชาตอบกลับเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน หญิงสาวก้มหน้ามองพื้นตลอดเวลา ไม่สบสายตากับฐนิตย์เลย เมื่อเธอเห็นว่าเขาหันหลังเดินจากไป ก็เงยหน้าขึ้นมามองตามหลังของเขาไปด้วยสีหน้าเศร้าหมอง แต่แล้วรุธิชาก็ปรับสีหน้าเกือบไม่ทันเมื่ออยู่ดีๆ ฐนิตย์หันหลังขวับกลับมา แล้วเดินตรงดิ่งมาที่เธอ

“ขะ..เขา สามีของชาดูแลชาดีไหม?” ฐนิตย์กล้ำกลืนเอ่ยถามออกไป พยายามห้ามใจแล้วไม่ให้ถาม แต่ก็ทำไม่ได้

“ดีค่ะ ชาขอตัวก่อนนะคะ” รุธิชาตอบสั้นๆ เมินหน้าไปทางอื่น ไม่ให้ความสนใจกับฐนิตย์อีกต่อไป จึงไม่เห็นว่าชายหนุ่มล้วงกระเป๋าเดินคอตกจากไปจากบริเวณนั้น

รุธิชาหูอื้อตาลาย ม่านน้ำตาบางๆปกคลุมจนมองอะไรแทบไม่เห็น รีบเดินกลับไปที่รถที่คนขับรถรออยู่ แล้วเอ่ยเสียงสั่นให้เขาพาเธอกลับไปที่คฤหาสน์ของสิทธิศักดิ์

“คุณผู้หญิง จะกลับบ้านแล้วเหรอครับ ไวจังเลยครับวันนี้?” พร คนขับรถประจำของสิทธิศักดิ์เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ เพราะปกติทุกคืนที่รุธิชามาที่นี่ หญิงสาวจะซื้ออาหารใส่กล่องมาให้เขานั่งรับประทานในรถ ส่วนตัวเธอก็จะไปนั่งรับประทานอาหารเงียบๆ อยู่เป็นเวลานานสองนาน แต่พรคิดว่ารุธิชาไม่ได้สนใจอาหารตรงหน้าแต่เหมือนเธอมานั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยมากกว่า นานๆ ทีรุธิชาจึงจะตักป้อนใส่ปาก แต่แล้วก็ก้มหน้ามองโต๊ะเหมือนกับคนที่มีความทุกข์หรือกำลังร้องไห้ ซึ่งเขาคิดว่าเขาดูไม่ผิด 

“จ้ะลุงพร ฉันอยากกลับแล้ว รู้สึกไม่ค่อยสบาย” รุธิชาเอ่ยตอบเสียงสั่นเครือ แอบยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตา ไม่อยากให้พรเห็นว่าเธอกำลังร้องไห้ออกมา แต่ก็เหมือนว่าคนขับรถรุ่นพ่อจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

“คุณผู้หญิงไม่สบายใจอะไรหรือเปล่าครับ มันไม่ใช่เรื่องของผมก็จริง แต่ผมเป็นห่วงนะครับ” พรรู้ตัวดีว่ารุธิชาอยู่ในฐานะเจ้านายาของเขาอีกคนหนึ่ง ซึ่งตัวเขาไม่มีสิทธิ์ไปละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัว แต่เขาสังเกตมานานแล้วว่าตั้งแต่ที่รุธิชาแต่งงานกับสิทธิศักดิ์และย้ายเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ หญิงสาวก็หน้าหมองอมทุกข์อมโศกอยู่ตลอดเวลา ไม่มีสักครั้งที่เขาจะเห็นรุธิชายิ้มแย้มอย่างมีความสุขจริงๆ เวลาที่อยู่ในคฤหาสน์หลังนั้นหรือเวลาที่อยู่ใกล้ๆ กับสิทธิศักดิ์

“ขอบคุณจ้ะลุงพร ชาไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ คงไม่สบายเท่านั้นเอง” รุธิชาเอ่ยปฏิเสธ เธอไม่อยากบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตให้ใครรับรู้ เธอคุยกับรัชนกผู้เป็นมารดา ผู้ให้กำเนิดเธอยังไม่ได้ แล้วเรื่องแบบนี้จะคุยกับใครได้อีก

พรพารุธิชากลับมาส่งที่คฤหาสน์ หญิงสาวก้าวลงไปจากรถและเดินเข้าไปข้างในตัวคฤหาสน์อย่างเนือยๆ สถานที่ใหญ่โตหรูหรา แต่เธอกลับไม่มีความรู้สึกเป็นสุขแต่อย่างใดที่ได้อยู่ที่นี่ ถ้าเป็นไปได้รุธิชาอยากไปอยู่ที่อื่นมากกว่า เธอไม่อยากแต่งงานกับคนร่ำรวยเพียงเพราะว่ารัชนกต้องการสินสอดเงินทองจำนวนมาก เพื่อเอาไปเจือจุนธุรกิจาของครอบครัวที่กำลังย่ำแย่แบบนี้

“ชากลับมาแล้วเหรอ? พรุ่งนี้เตรียมตัวด้วยให้พร้อมก่อนทุ่มตรง จะพาไปออกงานราตรี” สิทธิศักดิ์ที่นั่งอยู่ที่โซฟาเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นรุธิชาเดินตรงเข้ามา

“ค่ะคุณศักดิ์ เข้าใจแล้วค่ะ” รุธิชาพยักหน้ารับปาก ท่าทางของเธอที่แสดงออกมานั้นเหมือนกำลังคุยกับนายจ้างมากกว่าผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีตามกฎหมาย

“มีอะไรอีกไหมคะ ถ้าไม่มีงั้นขอตัวก่อนนะคะ” รุธิชายืนนิ่งๆ อยู่เป็นระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเห็นว่าสิทธิศักดิ์ไม่พูดอะไรต่อแล้ว หญิงสาวก็เดินขึ้นบันไดตรงไปที่ห้องนอนที่อยู่ด้านบน

สิทธิศักดิ์ขยับตัวเดินไปที่บันได ตามหลังรุธิชาไปติดๆ เพียงแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ซึ่งรุธิชาก็รับทราบว่าเขาเดินตามมาเนื่องจากได้ยินฝีเท้าอย่างชัดเจน 

รุธิชาเดินมาถึงหน้าประตูห้องนอน หญิงสาวเอื้อมไปจับลูกบิดประตูเอาไว้ แต่ก่อนที่จะเปิดเข้าไปข้างใน เธอก็หันกลับมาหาสิทธิศักดิ์ที่กำลังเดินตรงเข้ามา 

“พรุ่งนี้ชาขอไปข้างนอกหน่อยนะคะ” 

“ตามสบาย จะไปไหนก็บอกให้พรไปส่งแล้วกัน ผมยกพรให้ชาแล้ว” 

“ขอบคุณค่ะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ” รุธิชาพยักหน้าขอบคุณ เปิดประตูเข้าไปในห้องนอน 

สิทธิศักดิ์เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องนอน แล้วเปิดประตูเข้าไป เมื่อเพ่งมองไปในความมืดเขาก็เห็นเงาตะคุ่มนั่งอยู่ที่ปลายเตียง จึงเดินตรงเข้าไปหา

“รอนานไหม?”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรกันต่อไปนะคะ พี่เล็กจะทำอย่างไรให้ได้อยู่กับชาอีกครั้ง แล้ว ระหว่างชากับ สิทธิศักดิ์คิดว่าไงคะ? ใครเดาใจรักได้บ้างน้า

รัก (จันทร์กนก)

Comments 4

  1. เกิดอะไรขึ้น??? คือดูๆแล้วอีตาลุงนี่ก็ไม่ได้บังคับให้นางเอกต้องมาเป็นเมียใช่ป่ะ หรือว่านางเอกไม่ยอมมีไรด้วยก็เลยไปหาผู้หญิงคนอื่นมามีอะไรด้วยแทน ตกลงมันเปนยังไงกันแน่เนี่ยย ไรท์เตอร์มาเคลียด่วนๆเลย ตอนนี้สงสารทั้งพระเอกนางเอกเลยอ่ะ

  2. รู้สึกว่าแยกห้องนอนกันด้วย ใช่รึเปล่าน้า? ดีค่ะ เพราะยังไงชาก็ต้องได้อยู่กับพี่เล็กแน่นอน ใช่มั้ยคะ^-^(ขอให้เป็นอย่างที่คิด)อิอิ

Leave a Reply