บทที่ 3

 

สมัยพุทธศักราช 2500 ชายหนุ่มหน้าตาผิวพรรณดีในแวดวงสังคมชั้นสูงตัดสินใจจอดรถขัางทางเมื่อเห็นร่างของสาวน้อยคนหนึ่งฟุบอยู่ที่ถนน เขาก้าวลงจากรถตรงเข้าไปหาร่างที่สลบไสลด้วยความเป็นห่วง

“คุณครับ คุณผู้หญิง คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”

เสียงนุ่มๆ ทุ้มกังวานดังขึ้นที่ข้างหู ทำให้หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา เมื่อมองไปที่ต้นเสียง ก็เห็นชายหนุ่มใส่หมวกที่ปิดหน้าของเขาเอาไว้จนเธอมองใบหน้าของเขาไม่ชัดนักคนหนึ่งในชุดสูทสีขาวงาช้างกำลังคุกเข่าอยู่ข้างๆ ตัวของเธอ ชายหนุ่มคนดังกล่าวสีหน้าวิตกกังวลเหมือนไม่สบายอกสบายใจ

“คะ?” หญิงสาวยังรู้สึกงงงวยไม่ทราบว่าอยู่ดีๆ เธอมาเป็นลมที่นี่ได้อย่างไร แล้วทำไมถึงมานอนตรงนี้ตั้งแต่แรก

สาวน้อยดีดตัวลุกขึ้นมานั่ง เมื่อแบมือออกแล้วไม่เห็นนาฬิกาพกพาอยู่ในมือ ก็ใจหายหน้าซีด มองไปรอบตัว ค้นหาไปทั่ว กลัวเหลือเกินว่านาฬิกาเรือนสวยจะตกหายไป เธอเพิ่งจะได้สัมผัสวันนี้เท่านั้นเอง

“คุณครับ คุณผู้หญิงหาอะไรเหรอครับ จะให้ผมช่วยหาไหมครับ?” ชายหนุ่มคนเดิมเอ่ยถามอีกครั้ง เสนอตัวที่จะเข้ามาช่วยเหลือเต็มที่ ทั้งที่ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าหญิงสาวกำลังหาอะไรอยู่

“ฉันหานาฬิกานะคะ นาฬิกาพกพา ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน” หญิงสาวโวยวายด้วยความตกใจ หันซ้ายหันขวา ก้มมอง กวาดตาไปที่พื้นถนนอย่างตื่นๆ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนเธอก็ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น

“เป็นอย่างไรเหรอครับ?”

“ฮึ? ฉันอยากได้นาฬิกาคืนค่ะ” พลอยพรรณย้อนด้วยสีหน้างงงัน

“หน้าตามันเป็นอย่างไรเหรอครับคุณผู้หญิง ผมจะได้ช่วยคุณหาถูก มิเช่นนั้นผมคงจะช่วยหามิได้” ชายหนุ่มพยายามอธิบายเพิ่มเติม เมื่อเห็นสายตาตัดพ้อผสมวุ่นวายใจของพลอยพรรณ บางทีเธออาจจะไม่เข้าใจว่าเขากำลังเอ่ยถามถึงลักษณะของนาฬิกาพกพาก็เป็นได้

“คุณผู้หญิงให้อภัยผมด้วยนะครับ ผมเพิ่งจะกลับมาที่พระนครหลังจากไปร่ำเรียนที่เมืองนอกมานาน อาจจะพูดจาไม่ระวังถ้อยคำไปบ้าง ทำให้คุณผู้หญิงระเคืองระคายใจ”

“หา?” พลอยพรรณเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ เขาพูดไม่เพราะตรงไหนกัน แค่นี้ก็เป็นสุภาพบุรุษมากแล้ว

“หาครับ ผมจะช่วยคุณผู้หญิงหาแน่นอน ขอเพียงคุณผู้หญิงกรุณาบอกผม ผมจะได้ช่วยหาถูก จะได้รู้แน่ชัดว่าของหน้าตาเป็นอย่างไร”

“เอ่อ…” พลอยพรรณเห็นสีหน้าและอาการของเขา ก็ยิ่งไปไม่ถูก อ้ำอึ้งงงงวยอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะตัดสินใจบอกถึงรายละเอียดของนาฬิกาพกพา

“แน่ใจเหรอครับ?” ชายหนุ่มถามซ้ำ จ้องมองดวงตาของพลอยพรรณด้วยความแปลกใจระคนสงสัย

“แน่ใจค่ะ ฉันจำได้ชัดเจน ฉันกำเอาไว้ในมือ สัมผัสมันมาแล้วเมื่อสักครู่นี้เอง” พลอยพรรณพยักหน้าหงึกๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นนาฬิกาเรือนนั้น แต่ก็จำได้ทุกรายละเอียดเพราะความสวยของมันและลวดลายที่แปลกตา ทำให้เหมือนกับมนตร์สะกดที่ทำให้เธอละสายตาไปไหนไม่ได้

ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตแล้วควักอะไรบางอย่างออกมา ยื่นมือไปข้างหน้า แบของที่อยู่ในมือให้พลอยพรรณดู

“แบบนี้เหรอครับคุณผู้หญิง?”

“คุณมีนาฬิกาพกของฉันได้อย่างไร? คุณเป็นคนเอาไปเหรอ?” พลอยพรรณถอยหลังกรูดด้วยความกลัว คนสมัยนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ ถึงจะแต่งตัวดี ดูภูมิฐาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนดีทุกคน อย่างผู้ชายคนนี้พูดจาเพราะ การแต่งกายสุภาพเรียบร้อย แต่กลับเป็นพวกขโมยของ เอาของเธอไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“คุณผู้หญิงครับกรุณาอย่ากล่าวหาผมสิครับ ผมไม่ได้เอาของคุณผู้หญิงไปนะครับ นาฬิกาเรือนนี้เป็นของผม ผมซื้อกลับมาเป็นที่ระลึกจากฝรั่งเศส”

“ฉันเพิ่งได้เป็นของขวัญ เพิ่งแกะกล่องของขวัญกับมือ คุณมันหน้าด้าน ขโมยของคนอื่นไปแล้วยังจะมาแถว่าเป็นของตัวเองอีก คนหน้าไม่อาย” พลอยพรรณเสียงดังขึ้นด้วยความหงุดหงิด ตามปกติแล้วเธอก็เป็นคนใจเย็นและสุขุมอยู่หรอก แต่พอต้องมาเจอกับหัวขโมยหน้าตายแบบนี้เธอก็รับไม่ได้จริงๆ หญิงสาวเกลียดพวกมิจฉาชีพเหลือใจ

“คุณผู้หญิงครับ ลดเสียงลงหน่อยได้ไหมครับ ผมเกรงว่าจะทำให้คนอื่นนแตกตื่นและรบกวนพวกเขา”

“อายเหรอ ทีอย่างนี้ทำมาอาย ตอนขโมยของเขาทำไมไม่อาย เป็นผู้ชายแท้ๆ แต่งตัวก็ดีแต่เป็นขี้ขโมย ฉันจะเอาคุณเข้าคุก ไม่เชื่อคอยดู คนนิสัยไม่ดี” พลอยพรรณหยัดตัวลุกขึ้นยืน เตรียมป้องปากตะโกนลั่น เพื่อเรียกร้องความสนใจให้คนเข้ามาช่วยเหลือ หญิงสาวทราบดีว่าเธอสู้แรงเขาไม่ได้ จะให้ยื้อยุดแย่งนาฬิกาพกพากลับมาจากชายหนุ่มที่รูปร่างสูงใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีทางเอาชนะได้แล้ว นอกจากจะให้เธอไปหัดเรียนมวยปล้ำ ต่อยมวย หรือศิลปะป้องกันตัวอย่างอื่นเสียก่อน ค่อยว่ากันใหม่

“คุณผู้หญิงครับ อย่าทำอย่างนี้สิครับ ได้โปรดเถอะครับ ถือว่าผมขอร้อง” ชายหนุ่มรีบเอ่ยปากห้าม พยายามขอร้องอ้อนวอนไม่ให้พลอยพรรณเสียงดังไปกว่านี้ เขาล้อมหน้าล้อมหลัง แต่ก็ไม่ได้เข้ามารุกรานแตะเนื้อต้องตัวของพลอยพรรณแต่อย่างใด เพียงแต่เข้ามาใกล้มากเท่านั้นเอง

“ไม่ต้องมาขอร้อง ฉันจะเอาคุณเข้าคุก คนขี้ขโมย” พลอยพรรณแค้นใจจนน้ำตาคลอเบ้า อยากได้นาฬิกาพกเรือนนั้นกลับคืนมา เจ็บใจที่ตัวเองปล่อยให้นาฬิกาเรือนดังกล่าวตกอยู่ในเงื้อมือของคนชั่วอย่างเขาแต่แรก

“คุณผู้หญิงครับ พูดจากันด้วยเหตุผลสิครับ” ชายหนุ่มพยายามเต็มที่ที่จะต่อรองเจรจากับพลอยพรรณ แต่หญิงสาวก็เอาแต่กรีดร้องโวยวายฟูมฟาย จนกระทั่งเขาไม่มีทางเลือก ถือวิสาสะคว้าข้อมือของเธอเอาไว้แน่น

“ผมขอประทานโทษนะครับ แต่ช่วยคุยกับผมดีๆ จะได้ไหม?”

“อย่ามายุ่งกับฉัน ปล่อยแขนฉันนะ เอาของของฉันไปยังไม่พอจะลวนลามอีกหรือไง” พลอยพรรณกรีดร้องลั่น สะบัดแขน ยื้อกลับมาอย่างรุนแรง จนกระทั่งแขนของเธอปัดไปโดนหมวกที่ชายหนุ่มสวมใส่กระเด็ดตกลงไปที่พื้นข้างทาง

“เอ่อ…” พลอยพรรณเห็นใบหน้าคมคายที่ซ่อนอยู่ใต้ปีกหมวกชัดเจน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ

“คุณผู้หญิงอยากได้เหรอครับ? ถ้าคุณผู้หญิงอยากได้มากขนาดนี้ และไม่รังเกียจกัน ผมก็จะขอมอบให้ ถือว่าเป็นสินน้ำใจในการทำความรู้จัก ที่ให้ได้มาพบพานกัน โปรดรับไว้เป็นของกำนัลเถอะครับ” ชายหนุ่มอ่อนใจ ยิ่งเห็นพลอยพรรณเหมือนกำลังหงุดหงิดหน้างอบึ้งบูดเศร้าโศกไม่ได้ดั่งใจขนาดนี้ เขาก็ตัดสินใจมอบนาฬิกาพกพาให้กับเธอ วางนาฬิกาเรือนสวยเจ้าปัญหาลงไปบนอุ้งมือของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา พร้อมทั้งส่งยิ้มให้ด้วยไมตรี

“รับไว้นะครับ ถือว่าเป็นคำขอโทษจากผมที่ทำให้คุณผู้หญิงไม่สบายใจ ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการครับ ผมชื่อรวิน” ชายหนุ่มเอ่ยปากแนะนำตัว

“รวินเหรอคะ?”

“ครับรวิน แต่คุณผู้หญิงจะไปไหนครับ จะให้ผมไปส่งไหม เป็นผู้หญิงมาเดินคนเดียวมันไม่ปลอดภัยนะครับ” รวินเสนอตัวด้วยความเป็นห่วง

“พลอยจะกลับบ้านค่ะ” พลอยพรรณเริ่มได้สติ หันไปมองรอบตัวด้วยความแปลกใจ สภาพแวดล้อมรอบข้าง แตกต่างไปจากภาพที่พบเห็นจนชินตาทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ว่าจะมองไปทางไหน เธอก็รู้สึกไม่คุ้นเคย เหมือนไม่เคยเห็นสถานที่แห่งนี้มาก่อน หรือว่าเธอจะหลงทาง?

“บ้านของพลอยอยู่ที่ไหนครับ ผมจะพาไปส่ง” รวินเสนอตัวช่วยเหลืออย่างที่สุภาพบุรุษควรจะดูแลสุภาพสตรีทุกคนที่เขาเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ว่าจะโดยบังเอิญหรือตั้งใจก็ตามที

“อยู่แถว…พลอยนึกไม่ออก แต่ที่นี่ที่ไหนคะ?” พลอยพรรณหน้าซีด ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงจำไม่ได้ว่าตัวเองพักอาศัยอยู่ที่ไหน นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ

“แถวนี้ก็อำเภอบางรักไงครับ”

“บางรัก? บางรักแล้วทำไมพลอยถึงมาที่นี่ได้?” พลอยพรรณเปรยกับตัวเองเบาๆ ยกมือขึ้นกุมขมับยิ่งคิดก็ยิ่งปวดศีรษะจนทรมานเหลือเกิน รู้สึกสับสนจำอะไรไม่ได้และไม่เข้าใจว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หญิงสาวเดินวนไปวนมาจนไม่ทันได้ระวังตัวจนเกือบถูกรถที่แล่นผ่านมาชนเข้าให้ โชคดีที่รถขับไม่เร็วนักและรวินคว้าเอวของเธอเอาไว้ได้ทันเวลา กอดร่างบอบบางของหญิงสาวเอาไว้ด้วยความตกใจ

“พลอยระวังหน่อยสิครับ รถราในพระนครมีไม่น้อย”

“พลอยมาที่นี่ได้อย่างไร?” พลอยพรรณเอ่ยถามเสียงสั่น รู้สึกตื่นๆ หายใจขัด

“พลอยครับเป็นอะไรหรือเปล่า?” รวินรู้สึกเป็นห่วงเมื่อเห็นพลอยพรรณหน้าซีดเซียวเหมือนจะเป็นลม เขาเองก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นเช่นกัน

“พลอยจำไม่ได้ จำอะไรไม่ได้เลย” พลอยพรรณตอบเสียงสั่นน้ำตาคลอมองไปรอบตัวก็ยิ่งรู้สึกแปลกมากขึ้นทุกที ผิวกายเย็นยะเยือก เสียวสันหลังวาบ มีความรู้สึกว่าเธอไม่ได้อยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ แต่หลงมาที่อื่น ที่ที่ไม่ใช่ที่ของเธอแถมยังจำอะไรไม่ได้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน ยิ่งคิดพลอยพรรณก็ยิ่งตกใจตื่นกลัว ยกมือขึ้นทาบอก ใบหน้าคมสวยซีดราวกระดาษ ดวงตาตื่นตระหนก มองใบหน้าคมคายหล่อเหลาคมสันของชายร่างสูงใหญ่ราวกับทหารตรงหน้าอย่างตื่นๆ หัวหมุนติ้ว หายใจไม่ออก ทุกอย่างรอบตัวของเธอเหมือนบีบเข้ามามากขึ้น จนเธอรู้สึกอึดอัดไปหมด ภาพที่ปรากฏตรงหน้าพร่าเลือนจนมองอะไรแทบไม่เห็น ก่อนที่จะมืดสนิท ดับวูบไปในพริบตา

สวัสดีค่ะทุกคนถ้าชอบใจนิยายเรื่อง มนตราเสน่หา เป็นกำลังใจด้วยการเม้นให้อุ้มบ้างนะคะ แล้วอุ้มจะเอาตอนใหม่มาให้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ

อุ้ม Sarinya

สาวๆ คะ อ่านจบแล้วเม้นให้กำลังใจนักเขียนบ้างนะคะ เพื่อที่พวกเขาและเธอจะได้มาสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ต่อไป เม้นของทุกคนเป็นกำลังใจอย่างดีให้กับนักเขียน และทำให้พวกเขาและเธอมาอัพงานเร็วขึ้นด้วยค่ะ อย่าลืมให้กำลังใจกันวันละนิดนะคะ

แอดมิน

เลิฟ การ์เด้น พับลิชชิ่ง

Comments 7

  1. โอ้วววว งงมว๊ากกก คืออะไรยังไง มันมีกี่ยุคกันนี่ ยุคปัจจุบัน พระเอกจำนางเอกได้ แต่อีกยุคพระเอกจำนางเอกไม่ได้?? ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว ไรท์เตอร์รีบมาต่อด่วนๆค่า อยากรู้ว่าเรื่องราวจะออกมาเป็นยังไง

  2. นางเอกของเรากำลังงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แล้วทำไมพี่วินถึงจำน้องพลอยไม่ได้หล่ะ เราก็เริ่มจะงงเหมือนนางเอกแระ หุหุ

  3. เรื่องมันออกแนวๆคล้ายทวิภพเลยอ่าค่ะ ต้องขอโทษด้วยค่ะความเห็นส่วนตัวค่ะ แต่เรื่องก็น่าติดตามค่ะ

  4. เพื่อนๆงง เหมือนเราตอนแรกเลย อย่าเพิ่งงง นะคะ ติดตามต่อ ขอบอกว่าสนุกๆจริงๆ เราก็จะตามต่อไปเหมือนกัน

Leave a Reply