บทที่ 5. เสน่หาชุลมุน

“ทำงานอะไร? ไม่ทำ ไม่ทำ!” ญาณินโวยวายดังลั่น กรีดร้องเสียงสนั่นตั้งใจกรอกเข้าไปในหูของเตชินท์เอาให้เขาหูหนวกกันไปข้าง มาทำอย่างนี้กับเธอไม่พอ ยังพูดไม่รู้เรื่องอีก ใครทำงานอะไร ทำให้ใคร เธอไม่ได้เป็นลูกน้องของผู้ชายคนนี้เสียหน่อย

“นี่ยัยบ๊อง เพื่อนของผมเสียเงินให้ผมแทงสนุกเกอร์ อุตส่าห์หามาให้ มาแล้วก็อย่ามามั่วนิ่ม ได้เงินไปก็ต้องทำงานให้สิ คิดจะเบี้ยวหรือไง  ผมไม่ว่าอะไรเลยสักคำ ขนาดใส่ชุดชั้นในหมีพูห์ไม่เอ็ก แต่งตัวก็ไม่สวย ปรากฏตัวในสภาพเมาเหมือนหมา ตบตีไม่ยั้งเดี๋ยวซ้อมเดี๋ยวถีบ แต่ถ้าแม่คุณคิดจะเบี้ยวรับเงินฟรีไม่ยอมทำงานมีเรื่องแน่ อย่าคิดนะว่าจะปล่อยไปเฉยๆ” เตชินท์ขู่ มาถึงขึ้นนี้แล้วจะให้เขาอารมณ์ค้างเต่ออย่างนี้นะเหรอ ไม่มีทาง ยังไงก็ต้องจับยัยบ๊องคนนี้กินตับให้ได้ มายั่วให้อยากแล้วคิดจะจากไป ไม่ได้ ต้องรับผิดชอบ!

“อะไรนะ แทงสนุกเกอร์อะไร? แล้วมาว่าฉันแต่งตัวไม่สวยเหรอ หน็อยไอ้บ้า ไอ้ตาไม่มีแวว” ญาณินกรีดร้องหนักกว่าเดิม แทนที่จะสงบ แต่คราวนี้กลับฮึดสู้จนเป็นอิสระ บวกกับความโกรธที่ถูกต่อว่าว่าไม่สวยแต่งตัวไม่ดี สภาพดูไม่ได้ คำพูดเหล่านี้ของเตชินท์ยิ่งกรีดหัวใจของเธอหนักขึ้น เพราะเหตุนี้ใช่ไหมที่กมลทัตถึงได้ทิ้งเธอไป เพราะเธอไม่สวยสินะ

“กรี๊ด!” ญาณินสะบัดจนข้อมือทั้งสองข้างหลุดเป็นอิสระ ดีดตัวลุกขึ้นมานั่ง เท้ายันไปตามเนื้อตามตัวของเตชินท์ เท่านั้นยังไม่พอ ยังถลาตามเข้าไปนั่งบนตักแล้วซัดด้วยกำปั้นรัวกระหน่ำอย่างไม่นับไปที่หน้าอกของชายหนุ่ม แต่แล้วก่อนที่เตชินท์จะได้ทำอะไร ญาณินก็อ่อนแรงลงเอง ซุกซบใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาเนืองนองที่กล้ามอกอุ่นๆสะอื้นไม่ยอมหยุด

ตั้งแต่ต้นจนจบเตชินท์งุนงงกับอารมณ์ของสาวน้อยคนนี้มาก ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าตัวเขาจะเมาหรือสร่างเมาก็ยังงงอยู่ดี แต่แทนที่จะโกรธหงุดหงิดไม่พอใจ ความรู้สึกบางอย่างที่อยู่ภายในใจลึกๆของเตชินท์กลับรู้สึกไม่ดีที่เห็นญาณินสะอึกสะอื้นร้องไห้แบบนี้ เขารู้สึกว่าหัวใจมันโหวงๆพิกล จนอดไม่ได้ที่จะโอบแขนไปรอบร่างที่กำลังสะอื้นอย่างหนัก ปลอบโยน ลูบหลังลูบศีรษะอย่างอ่อนโยน

“อย่าร้องไห้สิยัยบ๊อง เป็นอะไรไปร้องทำไม เมื่อกี้พูดแรงไปเหรอ?” เตชินท์พยายามคาดเดาว่าอาการที่ญาณินกำลังเป็นอยู่นี้นั้นเป็นเพราะคำพูดของเขาเมื่อกี้ใช่ไหม

ญาณินไม่ตอบไม่พูดอะไรทั้งนั้นยิ่งสะอื้นหนักขึ้นจนน้ำหูน้ำตาไหลเปื้อนเปรอะหน้าไปหมด หนักเข้าก็ใช้มือป้ายและเช็ดไปตามเนื้อตามตัวของชายหนุ่ม

“นี่ไม่ต้องป้ายแล้ว เละเทะตั้งแต่เมื่อคืน หยุดๆ อายุกี่ขวบเนี่ย? สวยก็ได้ สวยแล้วพอใจยัง?” เตชินท์กรอกตาขึ้นมองเพดาน ไม่ทราบว่าตัวเองโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่ได้มาเจอกับญาณิน ทำไมมันถึงได้สับสนอลหม่านขนาดนี้ ตั้งแต่เป็นหนุ่มมายังไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนถูกใจเท่าญาณิน แต่ก็ไม่เคยเจอใครที่พูดไม่รู้เรื่อง แถมอารมณ์ขึ้นลงปรวนแปรไวขนาดนี้เหมือนกัน เดี๋ยวก็กรีดร้องเต้นเร่าๆ เดี๋ยวก็ร้องไห้ไม่หยุด 

“นายประชดฉันเหรอ? เมื่อกี้บอกว่าไม่สวย ตอนนี้มาว่าสวย เห็นฉันเป็นเด็กสามขวบหรือไง?” ญาณินหยุดร้องไห้ชั่วคราว ขยับตัวออกห่างจากอกอุ่นๆที่ซุกไปเช็ดป้ายน้ำตาน้ำมูกไปจนเละไปหมด แล้วเงยหน้าขึ้นจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่คมกริบสีดำสนิทของชายหนุ่มตรงหน้าเหมือนต้องการจะส่องเข้าไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้

“เปล่าเห็นเป็นเด็กเล็กยังไม่ถึงสองขวบด้วยซ้ำ พูดอะไรไม่รู้เรื่องสักอย่าง!” เตชินท์สวนออกไปด้วยความรวดเร็วตามนิสัย แต่แล้วชายหนุ่มเกือบเสียหลักหงายหลังลงไปกองที่พื้นดีที่คว้าร่างของญาณินและเสาหัวเตียงเอาไว้ได้ ไม่อย่างนั้นก็คงลงไปเอ้งเม้งเจ็บตัวอีกรอบ

“ว่าอะไรนะสองขวบอย่างนั้นเหรอ! ไอ้ผู้ชายบ้า เหมือนกันหมดเฮงซวย ตัวเองพูดจาไม่รู้เรื่องเองแล้วมาโทษคนอื่น เคยย้อนถามไหมว่าตัวเองพูดรู้เรื่องแค่ไหน เคยไหม? ไม่ต้องมาเกาะเลย ปล่อยสิ ปล่อย!” ญาณินตะคอกจนหน้าแดงหูแดงก่ำไปหมด แม้ว่าตอนนี้ตัวจะอยู่กับเตชินท์ แต่ใจของเธอกลับคิดไปถึงกมลทัตคู่หมั้นหนุ่มที่เพิ่งบอกเลิกเธอไปเมื่อคืน ความอัดอั้นตันใจและความโกรธน้อยเนื้อต่ำใจทั้งหลายที่มีระเบิดประทุใส่เตชินท์จนหมด โดยที่ไม่ได้คิดเลยว่าเขาไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่อย่างไร เหวี่ยงแขนสะบัดกระหน่ำแบบไม่สนใจว่าจะถูกตรงไหนในตัวของเขาบ้าง

“ยัยบ๊องพอๆ หยุดๆ” เตชินท์รวบแขนเกี่ยวขา ปลุกปล้ำสารพัดเพื่อให้ญาณินหยุดเหวี่ยงแขนขาใส่เขา ไม่เช่นนั้นเกรงว่าตัวเองจะไม่ได้กลับไร่ส้มแต่ต้องไปนอนโรงพยาบาลเสียก่อน ถ้าเจอหน้าปราบดาเมื่อไหร่จะบอกกับเพื่อนรักทันทีว่าเด็กที่หามาให้แปลกมาก ไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน สวยดี แต่บ้าด้วยแบบนี้จะไหวหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย!

“ฮึ?” ญาณินสงบลงไปบ้าง เพราะถูกกอดรัดเสียแน่นทั้งแขนขาและลำตัวขยับไปไหนไม่ได้ หายใจไม่ค่อยออก ไม่นับที่ร่างกายรู้สึกเหนื่อยๆล้าๆมาจากเมื่อคืน ไม่ทราบว่ายังเมาไม่สร่างหรือว่าช้ำอกช้ำใจที่ถูกทิ้งอย่างไม่ได้คาดฝัน ตอนนี้เธอชักจะเหนื่อยไปหมด

“ใจเย็นๆ ไม่ต้องคลั่ง เข้าใจไหม?” เตชินท์ตะล่อมไปลูบตามเนื้อตามตัวไปโดยเฉพาะแผ่นหลังที่นวลเนียน ผิวลื่นนุ่ม กลิ่นหอมอ่อนๆของเส้นผมดำสลวยที่อยู่ในระดับเดียวกับจมูกของเขา เนื้ออูมนุ่มนิ่มด้านหน้าที่บดเบียดกับแผงอกกำยำ อารมณ์หวามเมื่อครู่ที่หยุดชะงักไปชั่วคราวเริ่มคุกรุ่นกลับคืนมาอีกครั้ง ยิ่งกอดร่างบอบบางเอาไว้ในอ้อมแขนก็ยิ่งรู้สึกดีขึ้น

“อือ” ญาณินหยุดร้องไห้สะอึกสะอื้น หยุดดิ้นรนโวยวาย สมองของเธอเหมือนหยุดนิ่งทำอะไรไม่ถูกไปเฉยๆ ตอนนี้กลับรู้สึกผ่อนคลายเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของชายแปลกหน้า ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นอะไร แต่รู้สึกเหมือนกับว่าความรู้สึกสับสน เจ็บ และปวดร้าวที่เกิดขึ้นผ่อนคลายลงไปด้วยอ้อมกอดที่อบอุ่นนี้ ทำให้ทำไปทำมาญาณินก็ปล่อยให้เตชินท์กอดตามใจชอบ ไม่ผลักไส ไม่ถีบส่ง ไม่โวยวายตบตีอีกต่อไป แถมยังซบซุกอกของเขา และเอื้อมแขนไปเกี่ยวรัดลำตัวของชายหนุ่มไว้แน่น กอดตอบโดยไม่รู้ตัว

“แบบนี้ค่อยดีหน่อย สงบๆ ไม่ต้องโวยวาย” เตชินท์ขยับตัวเชยคางมองหน้าที่มีคราบน้ำตาเต็มไปหมด ใช้นิ้วเรียวเช็ดน้ำตาให้ ปัดลูกผมที่ปรกหน้าจนยุ่งเหยิงกระจุยกระจายให้ไปอยู่ที่ด้านหลังของใบหู

“ยัยบ๊องนิ่งๆแบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย รู้ไหมว่าตัวเองหน้าตาก็น่ารักดีจะร้องไห้ให้เละทำไม ยิ่งร้องยิ่งไม่สวยรู้ไหม ตาช้ำ แก้มเปรอะ ผมเผ้าดูไม่ได้ นิ่งๆไม่ร้องแบบนี้ออกจะสวย” 

“จริงเหรอ? ไม่ขี้เหร่แน่นะ?” ญาณินถามเหมือนต้องการขอความเห็นจากเตชินท์ ลืมไปเสียสนิทว่าทั้งเขาและเธอต่างเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน และที่สำคัญต่างคนต่างก็อยู่ในชุดวันเกิดควรที่จะกระดากอายขวยเขินเสียด้วยซ้ำไป

“ไม่เลย หน้าตาน่ารักดี ผมไม่ใช่คนชมผู้หญิงง่ายๆ อีกอย่างตรงมากเข้าขั้นต้องหาตะกร้อมาครอบปาก ถ้าขี้เหร่บอกแล้วไม่โกหกหรอก” เตชินท์ตอบกลับอย่างหนักแน่น ปราบดาทราบดีว่าเขาเป็นคนเรื่องมาก ไม่ถูกใจอะไรง่ายๆ แล้วเพื่อนรักของเขาที่รู้จักเขาดีทุกซอกทุกมุมขนาดนี้จะเลือกญาณินมาทำไม ถ้าไม่คิดว่าเขาจะชอบ 

“จริงเหรอ?” ญาณินถามซ้ำด้วยความไม่แน่ใจ ถ้าเกิดว่าเธอสวยน่ารักจริงแล้วทำไมถูกทิ้งล่ะ?

“จริงสิ สวยไปทั้งตัวล่ะ ไอ้ปากหมาที่ไหนบอกไม่สวยเหรอ เดี๋ยวจะไปต่อยให้ แต่ว่ามือหนักเท้าหนักขนาดนี้ไม่ต้องให้ไปออกหน้าให้หรอกมั้ง ให้ผมไปช่วยลากเอาไอ้หมอนั่นที่ถูกหมัดจนสลบไปทิ้งขยะดีกว่า” เตชินท์พูดไปยิ้มไปคว้ามือน้อยๆที่ตบตีทึ้งเขามาตั้งแต่เมื่อคืนยันเช้านี้ขึ้นมาจูบเบาๆ ช้อนตาขึ้นมองญาณิน ยิ่งดูก็ยิ่งน่ารักดี แก้มใสเป็นสีชมพู อกอวบอัดกลมกลึง เม็ดบัวสีชมพูสดตั้งชูชันล่อตาล่อใจ สวยราวกับว่าไม่เคยมีผู้ใดได้ดูดชิมมาก่อน สวยขนาดนี้จนเขาคิดว่าเขาเป็นผู้ชายคนแรกที่ได้ใช้ลิ้นกับอกคู่สวย ไม่นับเอวคอด สะโพกผายใหญ่ ก้นงอนกลมกลึง ผิวเนียนขาวอมชมพูไปทั้งตัวช่างตัดกับผิวสีแทนของเขาเหลือเกิน จมูกโด่งเล็กน่ารักเป็นสันปลายเชิดงอนแสดงถึงความรั้นแก่นแก้ว ปากอวบอิ่มที่เขาจูบแล้วทราบดีว่าหวานแค่ไหน ใบหน้ารูปไข่ คิ้วเข้ม ตาคมสีน้ำตาลดำกลมโตแป๋วแหว๋วน่ารักน่าเอ็นดู ผมยาวสลวยสีดำเข้มสยายเต็มกลางหลัง หน้าผากสวยโหนกนูนเด่นเห็นชัด ก้มลงไปมองที่กึ่งกลางลำตัวก็เห็นโหนกนูนของเนินเนื้อสาวที่สวยถูกใจ แล้วไอ้บ้าไหนบอกว่าไม่สวย?

“ขอบใจนะ” ญาณินอดยิ้มและหัวเราะออกมาไม่ได้เมื่อเห็นหน้าตาและท่าทางของเตชินท์ รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาเยอะโดยเฉพาะเวลาที่ชายหนุ่มชมว่าเธอสวย

“ไม่เป็นไร พูดเรื่องจริง สวยจริงๆ น่ารักดี ออกไปแนวนั้น น่ารักๆ” เตชินท์ย้ำอีกครั้งตาปรอย สายตาคู่คมจับจ้องอยู่ที่เรียวปากอิ่ม แลบลิ้นเลียขอบปากตัวเองเล็กๆ ก่อนที่จะคว้าตัวของญาณินเข้ามาจูบอย่างหิวกระหาย ปลายลิ้นไล้เลียที่ขอบปากเบาๆ  ไล้วนจนเรียวปากอิ่มอ่อนนุ่มเผยอน้อยๆพอให้ปลายลิ้นของเขาซุกซนแทรกเข้าไป ไล่กวาดน้ำหวานที่อยู่ภายใน ลิ้นหนาเกี่ยวพันดูดตอดลิ้นเล็ก ดุนดันกันอย่างดื่มด่ำ ยิ่งทำเตชินท์ก็ยิ่งเตลิดเลือดหนุ่มฉีดพล่าน ลมหายใจดังฟึดฟัด ในขณะที่ญาณินตัวอ่อนระทวย หายใจแทบไม่ทันกับรสจูบที่เย้ายวนและร้อนแรงที่เตชินท์มอบให้ในเวลาเดียวกัน

“อือ…อา” ญาณินครวญครางในลำคอ แหงนหน้าไปด้านหลังเริ่มดื่มด่ำกับรสจูบแสนหวานที่ได้รับมากขึ้น ร่างกายของเธอเริ่มตอบสนองต่อสิ่งที่เตชินท์ปรนเปรอให้มากขึ้นเรื่อยๆ 

“สวยจัง สวยไปทุกที่เลย” เตชินท์ลากลิ้นผ่านร่องอกที่บดเบียด ตวัดยอดถันเข้าไปดูดดึงเล่นในโพรงปากที่ชุ่มชื้น ไ

ล่เลียลากผ่านลงมาตามเนื้อหวานๆ พร้อมกับปลายนิ้วเรียวยาวกรีดไล้ไล่ลงมาถึงที่หน้าท้อง และช่วงสะดือ สายตาจดจ้องที่ช่อกุหลาบแสนสวยที่เขายังไม่มีโอกาสได้ชื่นชมอย่างเต็มตา ยิ่งพิศมองก็ยิ่งหลงใหล ฝ่ามือร้อนระอุล้วงลอดเข้าใต้หว่างขาลูบไล้ขาอ่อนอวบขาวสวยนวลเนียน จับเรียวขาแยกออกจากกัน 

ปลายนิ้วเรียวเขี่ยสะกิดกลีบใบเบาๆ ค่อยๆเปิดกลีบออก แทรกสอดนิ้วเรียวยาวเข้าไปข้างในฉกวูบเข้าร่องโพรงกุหลาบแสนหวานที่เล็กแคบตีบตัน ให้ความรู้สึกใหม่สดบริสุทธิ์ เตชินท์เขี่ยสะกิดที่ปลายช่อเกสรกลางร่องกุหลาบ

“อุ๊ย!…ซี๊ด…อา ทำอะไรนะ เอานิ้วเข้าไปทำไม…อา…” ญาณินเหมือนจะโวยวายขึ้นมา ก่อนที่จะถูกกลบด้วยเสียงครวญครางใจสั่นหวิว จนเอ่ยอะไรออกมาไม่เป็นภาษา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นผสมผสานกันระหว่างสะดุ้งตกใจที่ถูกสัมผัสอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรกในชีวิตสาว ประกอบกับความเสียวซ่านแปลกใหม่ที่ได้รับ ทั้งกลัวและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน ไม่ทราบว่าในใจของตัวเองนั้นอยากให้เขาหยุดหรืออยากให้เตชินท์ทำต่อกันแน่ อาการลังเลใจที่เกิดขึ้นทำให้ญาณินไม่ได้ขัดขืน ลืมไปว่าตัวเองกำลังถูกเตชินท์ทำอะไรอยู่บ้าง

เตชินท์รุกต่อไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องไม่ปล่อยให้ญาณินได้ทันตั้งตัวปลายนิ้วขยี้ติ่งเกสรที่ลุกโชนปลุกอารมณ์สาว สลับกับการล้วงร่องโพรงกุหลาบแยงแหย่ตื้นๆ ปากก็พร่ำพูดกระซิบ

“อย่าขยับสิยัยบ๊อง แยกขาออกกว้างๆ หน่อยแคบตีบนิดเดียวแบบนี้ดีจริง” เตชินท์เผลอครางออกมาเมื่อปลายนิ้วถูกโพรงกุหลาบดูดตอดแนบแน่นไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนมีปฏิกริยารุนแรงแบบนี้กับเขามาก่อน ทำไมญาณินทำตัวราวกับว่ายังบริสุทธิ์อยู่ไม่เคยมือชายแบบนี้ หรือว่าเขาจะคิดไปเอง? มีผู้หญิงทำงานแบบนี้ที่ยังบริสุทธิ์อยู่เหรอจะเป็นไปได้อย่างไรกัน?

ญาณินในตอนนี้ถึงกับร้องครวญครางเสียงกระเส่าตามปลายนิ้วที่เกี่ยวสะกิดอย่างช่ำชองชำนาญ ก้นงอนงามสะโพกผายยกร่อนไปด้านหน้าด้านหลังสวนสู้กับนิ้วยาวใหญ่ของเตชินท์อย่างลืมตัว ด้วยความที่ญาณินยังบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่เคยให้เพศตรงข้ามล่วงล้ำก้ำเกินมาก่อน เมื่อมาเจอกับชายหนุ่มที่ช่ำชองในด้านโลกีย์ปลุกอารมณ์เข้าหญิงสาวถึงกับสติกระเจิดกระเจิงแทบจะรับมือกับรสพิศวาสลึกล้ำที่เกิดขึ้นไม่ไหว ยิ่งเมื่อเตชินท์งอนิ้วควานไปมาทั่วโพรงผนังอันอ่อนนุ่มของร่องกุหลาบ ญาณินก็กรีดร้องครวญครางลั่นแทบขาดใจ ผนังโพรงตอดรัดนิ้วเรียวของเขาแน่นจนแทบจะบีบให้ข้อนิ้วหักกลางอยู่ภายในนั้น 

ความเสียวซาบซ่านส่งผ่านอย่างต่อเนื่องน้ำหวานแตกทะลักชุ่มภายในโพรงกุหลาบ ปากอิ่มสวยร้องครวญครางไม่หยุด ความรู้สึกวาบหวิวครั้งแรกในชีวิตสาวกำลังจะเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง ญาณินร้องครางกระเส่าแอ่นก้นงอนส่ายสวนสู้ปลายนิ้วของเตชินท์ 

ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังหน้ามืด หูอื้อตาลายไปหมด โพรงกุหลายที่คับแน่นตีบตันถูกนิ้วชี้ นิ้วโป้งของเขาจับแหวกอ้าสำรวจอย่างทั่วถึงจนเห็นหลืบเนื้อชั้นโพรง ผนังสีแดงอมชมพูมีน้ำหวานเยิ้มหล่อเลี้ยงติ่งเกสรที่ลุกโชนแข็งตัวเต็มที่ตามอารมณ์สวาทที่ถูกปลุกเร้า โพรงกุหลาบแสนหวานบีบรัดตัวแนบแน่นจนมองไม่เห็นช่องทางเข้ามันช่างดูอวบอูม แดงสด คับแคบน่าพิศมัยอะไรเช่นนี้ เตชินท์ถึงกับรำพันในหัวใจหนุ่มที่กำลังอัดแน่นไปด้วยไฟเสน่หา ไม่ว่าอย่างไรเขาจะต้องเกี่ยวก้อยพาญาณินไปสวรรค์ให้ได้ สวยแบบนี้ใครจะอดใจไหว

นิ้วเรียวยาวค่อยๆแยงแหย่เข้ากลางโพรงกุหลาบอย่างลืมตัว จนญาณินครางออกมาเมื่อลำนิ้วจมหายเข้ามิดข้อ โพรงกุหลาบที่อ่อนนุ่มดูดตอดปลายนิ้วของเตชินท์แนบแน่น ทันทีที่เขาชักนิ้วออกจากร่องโพรงอย่างกระทันหันญาณินที่กำลังเพลิดเพลินลืมตัวให้เตชินท์สัมผัสอย่างลึกซึ้งถึงกับสะดุ้ง ร้องครางอู้อี้ขยับสะโพกตามนิ้วมือของเขาด้วยความโหยหา แต่เมื่อเตชินท์กดนิ้วเข้ามาอีกครั้งทำให้ญาณินรู้สึกเสียวซ่านจับใจไปหมดใจแทบจะขาด โพรงกุหลาบตอดรัดระรัวเป็นจังหวะอย่างรุนแรง กายสาวเกร็งกระตุกสั่นเทิ้ม ทรุดตัวลงหายใจหอบกระเส่าอยู่บนเตียง

เตชินท์เงยหน้า ขยับตัวลุกขึ้นมาสำรวจสีหน้าและท่าทางของญาณิน ยิ่งเห็นอาการของหญิงสาวตรงหน้าที่หอบจนตัวโยน แก้มและช่วงคอเป็นสีแดงจัด ปฏิกิริยาตอบรับจากร่างกายของญาณินเมื่อครู่ที่รุนแรงเหลือเกิน ความรู้สึกและความคิดบางอย่างผ่านแวบเข้ามาในสมองของเขา อดสงสัยจนไม่ถามไม่ได้ตามอุปนิสัยที่เป็นคนตรงๆ

“ยัยบ๊อง อย่าบอกนะว่าไม่เคยมาก่อน?”

อ้าวแล้วน้องหมีพูห์ ยัยบ๊องคนสวยจะตอบว่าอย่างไรน้า? ตอบไหวหรือเปล่าเนี่ย

NudeE

Comments 6

  1. ก็ไม่เคยอะจิ๊ อิอิ เรื่องนี้พระเอกน่ารักดี นางเอกก็ต๊องๆมึนๆดีแลดู.lqซอฟๆ แต่หวังว่าเลิฟซีนจะไม่ซอฟตามนะคะ 555

  2. พ่อเลี้ยงกะ ดูหมี ชิมหมี และ จะกินหมี ชิมิ อิอิ

  3. โอ้ย ตัวเองบอกเองเวลาแบบนี้ใครเค้าคุย เค้าถามกัน

    ถามมาได้

Leave a Reply