3. ภัยใกล้ตัว NV

ทิชาเดินเข้าไปพร้อมกับรณกรที่ช่วยประคองเธอไปจนถึงที่ทำงาน ชายหนุ่มชำเลืองมองหญิงสาวรุ่นน้อง แล้วก็ต้องรู้สึกแปลกใจที่เธอยังใส่เสื้อผ้าชุดเดิมตั้งแต่เมื่อวาน ทำให้เขาเข้าใจทันทีว่าลูกน้องสาวของเขาไม่ได้กลับบ้าน

“ชามานี่กับพี่ ไปคุยที่ห้องทำงานพี่ก่อน” รณกรเอ่ยขึ้นขรึมๆ แล้วประคองทิชาไปที่ห้องทำงานเขาแทน ซึ่งหญิงสาวก็ยินยอมไปแต่โดยดี

เมื่อเข้ามาในห้องทำงานของรณกรแล้ว ชายหนุ่มก็เดินไปเปิดตู้ขนาดใหญ่ที่อยู่ในนั้นแล้วหยิบเสื้อผ้าชุดหนึ่งออกมาให้กับทิชา

“เอาเสื้อผ้าพวกนี้ไปเปลี่ยน เวลาที่พนักงานคนอื่นเข้ามาทำงานแล้วพวกเขาเห็นใส่เสื้อผ้าตัวเมื่อวานอยู่ พวกเขาจะคิดกันไปร้อยแปด ตัดปัญหาเสียตั้งแต่ต้น เปลี่ยนมันไปเลย ไม่ได้กลับบ้านใช่ไหม? พี่ไม่ถามหรอกว่าไปทำอะไรมา แต่ระวังชื่อเสียงของตัวเองด้วย สมัยใหม่ก็จริง แต่ผู้ชายหัวโบราณด้วยกันทั้งนั้น พวกเขานอนกับผู้หญิงไปทั่ว แต่พอเอาเขาจริงๆถึงเวลาแต่งงาน พวกนั้นก็จะเอาแต่เจ้าสาวที่บริสุทธิ์ผุดผ่องทั้งนั้น แต่ไม่ได้คิดหรอก ว่าพวกมันไปนอนกับใครเขาไปทั่วทำผู้หญิงเสียพรหมจรรย์ไปเท่าไหร่ แล้วมันจะเหลือใครบริสุทธิ์อยู่บ้างในสังคม ระวังไว้ด้วยของบางอย่างเสียไปแล้วเรียกกลับคืนมาไม่ได้” รณกรอบรมด้วยความเป็นห่วงและด้วยเจตนาที่ดีต่อทิชาจริงๆ

ในสายตาของเขาทิชาเป็นเด็กผู้หญิง เป็นลูกน้องที่เอาการเอางานขยันขันแข็ง และทำทุกอย่างได้ดีเสมอในเรื่องของหน้าที่การงาน แต่เธอเป็นคนอ่อนและไม่ทันต่อโลก หนำซ้ำยังเป็นคนใจดีเกินไป เกรงว่าจะเชื่อคนง่าย และตกเป็นเหยื่อของคนอื่น

รณกรนั้นไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ถ้าคนเราตัดสินใจที่จะทดลองกันอยู่ก่อนแต่ง มีอะไรกันตั้งแต่ตอนที่คบหา เขาถือว่าเรื่องพวกนี้เป็นการตัดสินใจร่วมกันของคนพวกนั้น เป็นเรื่องส่วนตัว และถ้าโตๆกันแล้ว บรรลุนิติภาวะ เขายิ่งไม่มีปัญหาใหญ่ แต่อยากแค่ให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความ “เต็มใจ” และ “รู้ตัว” อยู่ตลอดเวลาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้าในอนาคตทิชาต้องการที่จะไปอยู่ก่อนแต่งกับคนที่เธอรัก เขาก็จะไม่ห้ามหรือทัดทาน ตราบใดที่มันเป็นความต้องการของเธอ แต่ที่เขาเตือนเธอวันนี้ก็คือในฐานะพี่ชายน้องสาว อยากให้หญิงสาวคิดให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจอะไรไปเท่านั้นเอง

รณกรทราบดีว่าผู้หญิงยินยอมทุกอย่างเพียงเพราะคำคำเดียวนั้นคือ คำว่า “รัก” ในขณะที่ผู้ชายทำได้ทุกอย่างเหมือนกันเพียงเพื่อให้ได้ “ครอบครอง” รักหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง

ในมุมมองของความรักนั้นก็ไม่เหมือนกัน ผู้ชายมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับใครก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องรัก ในขณะที่ผู้หญิงทอดกายให้คนที่เธอรักเท่านั้น และถึงแม้ว่าจะรักก็ไม่ได้หมายความว่าจะรักไปตลอด เพราะผู้ชายความรักเริ่มจากร้อยและลดลงเป็นศูนย์ ในขณะที่ผู้หญิงค่อยๆเริ่มจากศูนย์จนเติมเต็มร้อย ดังนั้นคนที่จะเสียใจในเรื่องนี้มากที่สุดก็คือคนที่ ทุ่มทั้งหัวใจ นั่นเอง

“ขอบคุณมากค่ะพี่กร ชาจะจดจำเอาไว้” ทิชายกมือขึ้นไหว้ รู้สึกประทับใจในความหวังดีของรณกรที่มีต่อตัวเธอและคนอื่นๆ เสมอมา ที่เธอมีความสุขที่ได้ทำงานที่นี่ ส่วนหนึ่งก็เพราะเขานี่แหละ เจ้านาย พี่ชาย และเพื่อนที่แสนดีหายากในยุคนี้

“ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้ เดี๋ยวจะออกไปข้างนอกแล้ว มีอะไรก็ไปทำ ไม่ต้องมานั่งทำตาซาบซึ้งอยู่เดี๋ยวงานไม่เสร็จ แค่ไอ้แจนมันหายไปสงบจิตใจก็คนหนึ่งแล้วที่เสียไป เดี๋ยวมันจะบ้ากันไปทั้งบริษัทไม่เหลือใครทำงานกันพอดี ว่าแต่แจนมันเป็นไงบ้าง หายสติแตกหรือยัง” รณกรแก้เก้อเมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมของทิชามองมา รีบยกหัวข้อสนทนาอื่นขึ้นมาคุยแทน และก็เป็นห่วงแจนลูกน้องสาวที่แสนจะน่ารักที่เขาคิดเสมอว่าเป็นน้องสาวอีกคนหนึ่งอย่างแจนอยู่ด้วยเหมือนกัน เพราะจนบัดนี้แล้วสาวเจ้ายังไม่โทรกลับมาหาเขาเลยว่าอาการอกหักช้ำรักกลัดหนอง เน่าไปถึงไหนแล้ว หรือว่าแผลหายดีหาเหยื่อรายใหม่ได้สำเร็จ

จะว่าไปแล้วแจนก็เป็นอีกคนหนึ่งที่สวย เก่ง ฉลาด ทำงานได้ดี แต่ข้อเสียคือ หามีความมั่นใจไม่ อย่าว่าแต่นิดเดียวเลย สำหรับรณกรนั้นเขาคิดว่าความมั่นใจของแจนนั้นไม่ปรากฏเลย ไม่ใช่ว่าหญิงสาวไม่มั่นใจไปเสียทุกอย่าง ตรงกันข้ามเธอมั่นใจในหน้าที่การงานซึ่งส่งผลให้งานออกแบบนั้นทำออกมาได้ดีไม่มีที่ติ

แต่ปัญหาก็คือ แจนไม่เคยมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเอง ทั้งที่เขาก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งไม่เคยเห็นความผิดปกติที่ตรงไหน สำหรับเขานั้นแจนเป็นคนสวย หน้าหวานซึ้ง รูปร่างกำลังดีไม่ผอมเป็นไม้บรรทัด แล้วก็ไม่ได้อ้วนเป็นตุ่มสามโคก ออกไปทางรูปทรงนาฬิกาทราย มีอกเอว สะโพกชัดเจนเท่านั้นเอง

แทนที่จะภูมิใจที่มีหุ่นยั่วยวน แต่หญิงสาวกลับคิดเสมอว่าตัวเอง อ้วนไป อวบระยะสุดท้าย แล้วแต่จะสรรหาคำพูดมาได้ สาวๆ สมัยนี้คิดกันแต่ว่าจะต้องบางที่สุด ผอมๆ เข้าไว้ผู้ชายถึงจะสนใจ หารู้ไม่เลยว่าผู้ชายชอบมีน้ำมีนวลจะได้รู้สึกว่ากอดอะไรบางอย่าง ได้สัมผัส ลูบไล้ไม่ใช่นึกว่าอยู่กับกระดาน!

“แจนเร่ิมดีขึ้นแล้วค่ะพี่กร ตอนนี้นั่งพักอยู่ชายทะเล ตั้งสติได้แล้วกลับมากินข้าวกินปลาเหมือนเดิม น่าจะอยู่ที่นั้นอีกสักอาทิตย์หนึ่งก็น่าจะกลับมาทำงานแล้วค่ะ” ทิชาเอ่ยตอบเท่าที่เธอทราบ เพราะว่าเธอก็เพิ่งจะได้คุยกับแจนเหมือนกัน

“อืมไวดีเหมือนกัน หยุดไปแค่อาทิตย์เดียวเอง อยู่ต่ออีกอาทิตย์ เบ็ดเสร็จสองอาทิตย์สำหรับเรื่องอกหัก ก็แสดงว่าไม่ได้รักมากมายอะไร แค่ความรักฉาบฉวย ไม่งั้นฟูมฟายกว่านี้แล้ว ก็ดีเหมือนกันตานั่นก็ไม่เห็นจะดีเด่อะไร มือไม้เป็นหนวดปลาหมึก ไอ้แจนรอดพ้นปากเหยี่ยวมาได้ก็ดีแล้ว เผื่อจะได้ไปเจอคนดีๆ คนอื่นมีอีกเยอะแยะให้เลือก สวยขนาดนั้น เพียงแต่ต้องสูบความมั่นใจเข้าไปหน่อย ไม่รู้เป็นอะไรมีลูกน้องคนสำคัญสองคนเก่งทั้งคู่แต่ดันไม่ชอบอวด ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ชาเองก็เหมือนกัน ไม่ได้ให้หยิ่งจองหอง แค่อยากให้รู้จักตัวเองให้เกียรติตัวเองบ้าง จำคำพี่เอาไว้ เอาล่ะไปทำงานได้แล้ว” รณกรร่ายยาวก่อนที่จะตัดบท เพราะว่าเขาต้องไปทำอย่างอื่นต่อ

“ค่ะพี่กร”

หลังจากที่ทิชากลับออกไปจากห้องทำงานของเขาแล้ว รณกรก็เปิดดูตารางงานของเขาในวันนี้ในคอมพิวเตอร์ เมื่อเห็นว่าเขาต้องไปทำอะไรบ้างก็หยิบกุญแจรถแล้วเดินออกไปจากห้องทำงานทันทีด้วยความรีบร้อน เพราะยังมีงานนอกสถานที่หลายอย่างรอเขาไปจัดการอยู่

…………………………………………………………………………………………………

สิปางหลังจากได้นอนไปไม่เพียงกี่ชั่วโมงก็ตื่นขึ้นมาตอนเช้าตรู่มาก เพื่อลุกขึ้นมาทำงาน presentation ให้เรียบร้อย เพราะวันนี้เธอต้องไปเสนองานกับลูกค้าคู่บ่าวสาวหลายคู่ทีเดียว

กว่าที่หญิงสาวจะทำงานเสร็จก็เป็นเวลาที่ต้องไปทำงานพอดี จึงลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว คว้ากุญแจรถเตรียมที่จะก้าวขาออกไปจากบ้าน ก็ได้ยินเสียงของผู้เป็นมารดาเอ่ยทักทายขึ้นแต่เช้า

“ปางจะไปแล้วเหรอลูก หนูยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย”

“สวัสดีค่ะแม่” สิปางหันกลับมาแล้วยกมือขึ้นสวัสดีผู้เป็นมารดาของเธออย่างนอบน้อม

“คงไม่ได้แล้วค่ะแม่ ไว้ปางจะกลับมาตอนเย็นนะคะ วันนี้มีหลายคิวมาก ปางกลัวจะไปไม่ทัน แม่ก็รู้ว่ากรุงเทพฯรถติดมากเหลือเกิน ปางไปก่อนนะคะ เดี๋ยวจะสาย”

สิปางวิ่งออกไปแล้ว โดยที่มีมารดาของเธอมองตามไปด้วยสายตาเป็นห่วงในสวัสดิภาพและสุขภาพของบุตรสาวตัวเอง

หญิงสาวขับรถไปตามสถานที่ต่างๆที่ได้นัดหมายไว้กับลูกค้าและทำการเสนองานตัวอย่างรูปแบบของการแต่งงานที่ได้เตรียมมาพร้อมกับคนที่มาจัดการเรื่องชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาวและดูงานในด้านอื่นๆ ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ลูกค้าทุกคนชื่นชอบในสิ่งที่เธอนำเสนอ และเข้ากันได้กับแพ็คเก็จของคนอื่นด้วย ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นดี

สิปางทำงานเพลินจนลืมเวลาอาหารกลางวัน แต่เมื่อดูตารางงานแล้วเหลืออีกแค่งานเดียวสำหรับวันนี้ เธอจึงตัดสินใจไปทำงานให้เสร็จก่อนแล้วตั้งใจว่าจะไปหาอะไรรับประทานเป็นของว่างก่อนที่จะกลับไปทานข้าวเย็นกับผู้เป็นมารดาของเธอ

หญิงสาวก้าวเข้าไปในโรงแรมแห่งหนึ่งก็เจอว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวรอยู่แล้วจึงรีบเดินตรงเข้าไปหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“สวัสดีค่ะ ฉันเป็นตัวแทนของบริษัทมาเสนอรูปแบบของงานแต่งงานของคุณในวันนี้ค่ะ ไม่ทราบว่าจะสะดวกคุยตรงไหนดีคะ ที่ล็อบบี้ของโรงแรมดีไหม หรือที่ร้านกาแฟ?” สิปางเอ่ยเสนอสถานที่ตามปกติที่คู่บ่าวสาวมักต้องการไปคุยในเรื่องการจัดการงานแต่งงานของพวกเขา

“ผมจองห้องของโรงแรมเอาไว้แล้ว ขึ้นไปคุยกันข้างบนดีกว่า” ฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าวเอ่ยขึ้น

Comments 12

  1. haha…อ่าน ๆ ไปลุกไปพอกหน้าบ้างเลย (แล้วก็กลับมานั่งอ่านต่อ) :ngakak

  2. อิสระ กับแจนมาเป็นคู่เสริมที่ดีมาก ๆ เลยค่ะ น่ารักดี รั่ว ๆ ฮา ๆ แต่ชอบมาก ๆ เลย :peluk

  3. ไปๆ มาๆ หลงรักคู่แจนกะอิสแล้วนะ ส่วนรณกรก็พ่อพระพ่อเทพบุตรขี่ม้าขาวเหมือนเดิม ^^

  4. หนูปางลงทุนไปเปล่าฟาดหัวด้วยไอแพด
    ถ้าหัวไม่แตกเสียดายของแย่เลย กร๊ากกกกกก

  5. พี่อิสตื่นขึ้นมาก่อนครีมพอกหน้ายังไม่ได้เอาออก 5555

    1. อ่านเพลิน เกือบลืมไปเลย บางทีอ่านเม้นก็สนุกดีนะคะ
      ช่วยเก็บรายละเอียดดีค่ะ

  6. ไบโพล่า คืออะไรค่ะ ดำเนินเรื่องเร็มากพี่ไหมพี่จี แต่ละคนแต่ล่ะคู่มีเอกลักษณ์ดีแท้ ชอบๆๆค่ะ น่ารักหมดเลย

Leave a Reply