4. ละอายใจ

 

“ถูกไหมคะพี่เอก เขาไม่ผิดหรอกค่ะ เพราะว่าเขายังไม่แต่งงาน เขาจะไปอยู่กับใครยังไงก็ได้ แต่พี่แต่งงานแล้วคนที่ทำผิดคือ พี่ พี่นอกใจวัน วันเคยบอกพี่ไปแล้วว่าถ้าวันทำแบบนี้บ้างไปค้างอ้างแรมกับคนอื่น พี่ก็คงทนไม่ได้ถูกไหมคะ แบบเดียวกันนั่นแหละค่ะ วันอยู่กับคนที่วันระแวงอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ ไม่มีความสุข แล้วพี่ก็ช่วยไปให้ห่างๆ วันหน่อย วันพูดแล้วว่าวันเครียด พี่ไม่รักไม่อยากให้ลูกคนนี้เกิดไม่เป็นไร แต่อย่าได้ฆ่าเขาเลยค่ะ ขืนวันเห็นหน้าพี่บ่อยๆ วันได้แท้งลูกแน่ๆ” วันชิยาพูดจบก็รีบเดินขึ้นบันไดไปปล่อยให้อัครายืนนิ่งเป็นหุ่นอยู่ที่ห้องรับแขก

ชายหนุ่มได้ยินทุกคำที่หญิงสาวพูดเต็มสองหูของเขา และก็รู้สึกด้วยว่าที่เธอพูดนั้นเป็นเรื่องจริงทุกอย่าง เขาเป็นคนสร้างเรื่องทั้งหมดขึ้นมาเอง ไม่มีใครบังคับเขา ไม่มีใครจูงใจเขา เขาเป็นคนเดินเข้าไปในกองไฟด้วยตัวเอง ถ้าจะถูกมันแผดเผาแบบนี้ก็สมควรแล้วไม่ใช่เหรอ คนที่ควรจะละอายใจที่สุดไม่ใช่ใครเลย แต่ก็คือ ตัวเขาเอง

เมื่อหลายปีก่อนตอนที่อัครายังเรียนอยู่ที่เมืองนอก ชายหนุ่มเดินออกมาจากร้านขายเครื่องประดับแห่งหนึ่งด้วยใบหน้าที่ย้ิมแย้ม วันนี้เขาตั้งใจที่จะขอหญิงสาวที่เขารักและอยู่ด้วยมานานแต่งงานสักที และหวังที่จะสร้างครอบครัวเล็กๆ ด้วยกัน ไม่ว่าเธอตั้งใจจะอยู่ที่นี่ต่อหรือจะกลับเมืองไทยด้วยกันก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา เพราะว่าที่ไหนก็ได้ที่มีเธอเท่านั้นเขาก็พอใจแล้ว

“กลับมาแล้วครับจีจี้ เป็นอย่างไรบ้างครับคนดีของผม” อัคราเข้าไปสวมกอดหญิงสาวแล้วบรรจงจุมพิตลงไปอย่างอ่อนหวาน

“สบายดีค่ะ วันนี้ส่ง Thesis ฉบับเต็มกับ Graduate Research Office ไปแล้วค่ะ โล่งอกมากเรียนจบเสียที แล้วเอกล่ะเป็นอย่างไรบ้างเอ่ย หายไปไหนมาทั้งวัน?” จรินทร์พรเงยหน้าขึ้นรับจุมพิตของชายหนุ่มแต่โดยดี ก่อนที่จะเป็นฝ่ายถอนริมฝีปากออกแล้วเอ่ยถามถึงวันของเขาว่าวันนี้เขาไปทำอะไรมาบ้าง

“ไปซื้อของมานิดหน่อย ดีใจด้วยนะจีจี้ แบบนี้ต้องฉลองกันหน่อย ไปทานข้าวข้างนอกกัน” อัคราชวนหญิงสาวแล้วฉุดข้อมือของเธอขึ้นมาจากโซฟาในห้องชุดที่พวกเขาพักอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลาหลายปีแล้วตั้งแต่สมัยที่เรียนปริญญาตรี

“ไม่ดีกว่าค่ะ วันนี้จีจี้อยากที่จะอยู่แต่ในบ้านมากกว่า อากาศมันหนาวค่ะ มากอดกันให้อุ่นๆ ดีกว่า จีจี้อยากได้ของขวัญอย่างอื่น” จรินทร์พรสบตาชายหนุ่มอย่างมีความนัยที่พวกเขาต่างก็เข้าใจกันเป็นอย่างดีว่าหญิงสาวหมายถึงอะไร

“อืม ไม่รู้ว่าจีจี้เป็น good girl พอหรือเปล่าวันนี้?” อัคราย้ิมแล้วทำท่าเหมือนลังเลใจตั้งใจที่จะยั่วหญิงสาวเล่น

“ไม่ค่ะเอกก็รู้ว่าจีจี้ ไม่เคยเป็น good girl จีจี้ชอบเป็น naughty girl มากกว่าจริงไหมคะ และคิดว่าเอกชอบแบบนั้นด้วย” หญิงสาวย้ิมให้เขาอย่างเจ้าเล่ห์แล้วขึ้นไปนั่งบนตักของชายหนุ่ม มือเรียวลูบไล้ไปทั่วเสื้อเชิ๊ตด้านหน้าแล้วเดินหน้าปลดกระดุมไปทีละน้อย ก่อนที่จะเข้าไปสัมผัสกับแผงอกอุ่นกำยำภายในที่กำลังร้อนขึ้นมาด้วยเลือดในกายหนุ่มที่กำลังฉีดพล่าน

จรินทร์พรค่อยๆ ลูบไล้สัมผัสไปทั่วอย่างวาบหวาม แล้วช้อนตัวลงต่ำไปปลดกระดุมกางเกงของเขาออก ค่อยๆ ทักทายและปรนเปรอส่ิงที่เขาต้องการให้อย่างอ่อนโยน จนกระทั่งอัคราแทบจะควบคุมตัวเองไม่ไหวส่งเสียงร้องคำรามอยู่ในลำคออย่างมีความสุข

ในห้องชุดของพวกเขาคืนนั้นอากาศข้างนอกหนาวเย็นเพราะเป็นฤดูหนาวที่หิมะกำลังตก แต่ว่าภายในห้องโดยเฉพาะบนเตียงนัั้นกลับร้อนดุจเพลิงที่เผาไหม้อย่างรวดเร็ว ไฟพิศวาสห่อหุ้มหล่อหลอมร่างกายของชายหนุ่มและหญิงสาวให้เป็นหนึ่งด้วยความพึงพอใจและสุขสันต์ของทั้งสองฝ่าย กว่าที่เปลวเพลิงจะมอดไหม้ลงก็เป็นเวลาเลยเที่ยงคืนไปแล้ว

“ผมมีเรื่องจะบอกจีจี้” อัคราขยับร่างเปลือยเปล่าของจรินทร์พรให้เข้ามาหาเขามากขึ้น ตั้งใจที่จะพูดเรื่องที่เขาคิดไตร่ตรองมาหลายวันแล้ว

“มีอะไรเหรอคะ?” หญิงสาวส่งเสียงอู้อี้ออกมาเพราะรู้สึกทั้งเหนื่อยล้าจากเกมรักที่เกิดขึ้นเกือบทั้งคืน หนำซ้ำก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว จนเธออยากที่จะพักผ่อนนอนหลับเสียที

“ลุกขึ้นมาก่อนสิ ผมมีเรื่องจะบอกจีจี้” อัครานั้นกลับอยู่ในสภาวะตรงกันข้าม ชายหนุ่มตื่นเต้นจนนอนไม่หลับหูตาสว่างแจ่มใส เหมือนคนที่กำลังมีความสุขอย่างเต็มที่ ชายหนุ่มหอบเอาตัวของจรินทร์พรขึ้นมานั่งอยู่บนเตียงเคียงข้างกับตัวเขา ชายหนุ่มเหลียวหลังก้มตัวลงไปเก็บกางเกงที่ถูกถอดท้ิงไว้ที่พื้นห้องขึ้นมาแล้วล้วงของบางอย่างที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมา

“แต่งงานกับผมนะจีจี้ ผมรักคุณ” อัคราเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจ ประกายตาที่สุกใสเต็มไปด้วยความสุข ของคนที่ความรักกำลังผลิบานและสุกงอมเต็มที่

จรินทร์พรมองหน้าชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างเธอด้วยสายตาที่แปลกออกไป เธอรู้สึกตกใจที่เขามาขอแต่งงานแบบนี้ ไม่ใช่ไม่ดีใจ เพราะเธอเองก็มีความสุขดีเวลาอยู่กับเขา ไม่อย่างนั้นคงไม่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ตอนที่ครอบครัวของเธอและเขาส่งให้มาเรียนต่อที่นี่หรอก แต่แต่งงานอย่างนั้นเหรอ คำนี้ไม่เคยผ่านเข้ามาในหัวสมองของเธอเลยแม้แต่น้อย

“เอกคะ จีจี้ยังไม่พร้อมที่จะแต่งงาน เอาไว้ก่อนแล้วกันนะคะ ไว้อีกหน่อยค่อยคุยกัน” หญิงสาวปฏิเสธเหมือนกับเป็นเรื่องง่ายๆ ที่คิดว่าชายหนุ่มจะเข้าใจตามที่เธอพูด

“จีจี้หมายความว่าอย่างไร ก็พวกเราสองคนเรียนจบโทแล้ว ไม่ใช่เด็กแล้วนะ ทำไมถึงจะยังแต่งงานกันไม่ได้?” อัคราเลิกคิ้วคมเข้มของเขาด้วยความแปลกใจ เขาคิดว่าเธอจะดีใจแล้วกระโดดกอดเขา ที่เขาไม่ใช่ผู้ชายคนอื่นๆ ที่แค่นอนด้วย แต่ไม่ใส่ใจจะแต่งงานให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่นี่กลับไม่ใช่ เธอกำลังปฏิเสธเขาอยู่ แต่เพราะว่าอะไรกัน?

“ค่ะ อันนั้นก็รู้ แต่จีจี้ยังไม่อยากแต่ง ก็อยู่กันไปก่อนแบบนี้อยู่กันมาตั้งแต่วัยรุ่นแล้ว จะแต่งไม่แต่งยังไงก็เหมือนกันนิค่ะ ยังไงก็นอนเตียงเดียวกัน นอนด้วยกันอยู่ดี” จรินทร์พรยักไหล่ ไม่เห็นว่ามันจะต่างตรงไหนระหว่างแต่งงานหรือไม่แต่งงาน จะอย่างไรก็อยู่กันแบบนี้มาตั้งนานแล้วจะต้องเปลี่ยนทำไมให้ยุ่งยาก

“ผมอยากมีลูก อยากมีครอบครัว อยากมีเมียเป็นเรื่องราว” อัคราเอ่ยถึงความรู้สึกและความฝันของเขาในอนาคต

“แต่จีจี้ยังไม่อยากมีลูก ไม่อยากเป็นเมียใคร แล้วก็ยังไม่อยากแต่งงาน จีจี้ จะทำงานก่อนค่ะ อยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เรื่องแต่งงานลงหลักปักฐานอีกสิบปีค่อยมาคุยกันเถอะค่ะ จีจี้ยังไม่พร้อม เอกก็รอไปก่อนแล้วกัน”

หลังจากการตอบปฏิเสธของจรินทร์พรในวันนั้นชายหนุ่มก็ตัดสินใจขอเลิกกับหญิงสาว เพราะว่าเขาไม่ต้องการอยู่ในสภาพนั้นอีกต่อไป และในใจเสี้ยวหนึ่งก็หวังลึกๆ ว่าเธอจะเปลี่ยนใจ เพราะไม่อยากให้เขาหลุดมือไป แต่จรินทร์พรแค่ยักไหล่ แล้วก็เอ่ยตกลงออกมาอย่างง่ายดายที่จะแยกทางกันต่างคนต่างไป

หนำซ้ำย่ิงไปกว่านั้นเพียงแค่ไม่ถึงอาทิตย์จรินทร์พรก็ควงฝรั่งตาน้ำข้าวไปออกเดทแทบไม่ซ้ำหน้าในแต่ละวัน ทำเหมือนกับว่าไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร อัคราไม่อยากอยู่ที่นั้นต่อไปจึงเดินทางกลับเมืองไทย เพื่อกลับไปรับสืบทอดกิจการที่บ้านต่อ แต่เมื่อไปถึงบิดามารดาของเขาอยากให้ชายหนุ่มไปช่วยเหลือเพื่อนของพวกท่านและเป็นการเรียนรู้งานสะสมประสบการณ์ไปก่อนที่จะมาถือบังเหียนจริงๆของธุรกิจครอบครัว ทำให้อัคราทุ่มเวลาและทุกอย่างให้กับงานพยายามที่จะลืมเรื่องของจรินทร์พร เขาไม่ได้พูดหรือเล่าเรื่องนี้ให้กับบิดามารดาฟังแต่อย่างใด มีแต่เพียงเพื่อนสนิท และกลุ่มเพื่อนที่เรียนอยู่เมืองนอกด้วยกันเท่านั้นที่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา

เมื่อเพื่อนๆ เห็นว่าชายหนุ่มอยู่ในสภาพที่กำลังบ้างานอย่างหนัก เพื่อประชดความรักที่ไม่สมหวัง จึงได้เร่ิมสุมหัวกันเตรียมที่จะหาทางออกของเรื่องนี้ให้ด้วยความเป็นห่วงและอยากที่จะให้อัครากลับมามีความสุขเหมือนเดิม แต่เขาคงจะเป็นสุขไม่ได้ ตราบใดที่ยังไม่ยอมลืมจรินทร์พร และส่ิงเดียวที่น่าจะแก้ปัญหาได้ก็คือ การหาผู้หญิงคนใหม่ให้เพื่อน ให้อัคราได้พบกับรักใหม่อีกครั้ง เขาจะได้มีความหวังในชีวิตขึ้นมาใหม่อีกสักหน

“ไม่ล่ะแก ฉันไม่เอาแล้ว อยู่คนเดียวสบายใจดี” อัคราส่ายศีรษะยิกๆ ขณะที่นั่งจิบเหล้าฟังเพลงในไนท์คลับหรูแห่งหนึ่ง

“เฮ้ย น้องเขาน่ารักนะโว้ย เด็กดีมีตระกูลเลยนะแก ไปดูหน้าหน่อยก็ได้ที่คณะ พรุ่งนี้ฉันจะนัดน้องเขาให้” เพื่อนคนหนึ่งที่นั่งดื่มเหล้าอยู่ที่โต๊ะคะยั้นคะยอ

Comments 21

  1. การกระทำ คำพูด เวลา เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนได้…ศรัทธาที่เคยมีเลยหายไปด้วยเพราะการกระทำที่ไม่ผ่านการไตร่ตรอง

  2. แต่ถึงยังไง สิ่งที่กระทำลงไปแล้ว ไม่อาจลบล้างได้เพียงวันสองวัน ความรู้สึกก็เช่นกัน เสียแล้วก็เสียเลย ไม่มีทางกลับมาเต็มเปี่ยม ร้อยเปอร์เซ็นภายในวันเดียว

  3. เข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมหนูภาถึงระแวงพี่เอก ก็ลักษณะเข้ามาตีสนิท เป็นแบบผู้ชายเจ้าชู้เลยนิ คงมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ทำให้หนูภาระแวงมากขึ้นแหงๆ รอติดตามเกาะติดสถานการณ์ต่อไป

    1. ไหนว่าไม่เอาแล้ว แต่จากสถานการณ์ ไม่เบาเลยนะคะพี่เอก

  4. รำลึกความหลังหาน้ำตาลกันหน่อย
    หวานเชียวค่ะ ดูเหมือนจะเป็นรักแรกพบนะคะ หุหุ

  5. ความรู้สึกที่เป็นอยู่ขณะนี้ คงได้แค่ย้อนไปหาอดีตเท่านั้น

  6. คุณอัคราอยู่ระหว่างสะสมแต้มกับพี่หวานเย็น

  7. สมน้ำหน้าเล็กน้อยก็ตอนนี้ได้แค่คิดว่าพึงตา พอใจนี่นา

  8. จีจี้ คิดอะไรอยู่นะทำไมไม่อยากแต่งงานแปลกคน
    อ่านแล้วคิดถึงเพื่อน

Leave a Reply